ก่อนหน้านี้ ณ เมืองลี่ซาน ศูนย์วิจัยกักกันสิ่งผิดปกติ “ม่าน”
ทางเดินทอดลึกเงียบสงัด แสงไฟฉุกเฉินกะพริบวูบวาบ ทิ้งเงาแสงพร่าไหวไว้บนพื้น ทำให้โจวฉีหมิงอดนึกถึงช่วงแรกของหายนะไม่ได้ ตอนที่เขาต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปทั่วกับคนอื่น ๆ
จนกระทั่งภายหลังได้เข้าร่วมกับรุ่งอรุณ และมีพี่จ้วงเซิงอยู่เคียงข้าง แสงสว่างในสายตาของเขาก็แทบไม่เคยมืดดับหรือสว่างวาบอีกเลย
เห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น
“ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างหรือ? ต้องแกล้งเป็นเด็กดีที่ทุกคนชอบอยู่ตลอด”
เสียงหนึ่งแสนอ่อนโยนไพเราะ แต่แฝงความเหนียวเหนอะน่าขนลุก กำลังพร่ำพูดอยู่ข้างหูเขาไม่หยุด
“ทั้งที่ทำตัวเอาแต่ใจได้มากกว่านี้แท้ ๆ ยังไงพวกเขาก็ต้องให้อภัยนายอยู่แล้ว ขอแค่ไม่ทำเกินไปนัก นายผ่านความลำบากมาตั้งมากมาย ไม่ใช่หรือไง?”
ในทางเดินไม่มีใครอื่นนอกจากเขา แต่ห่างจากด้านขวาของเขาไปครึ่งก้าว มวลหมอกสีม่วงอ่อนราวกับฝันก็รวมตัวเป็นเงาร่างสูงโปร่ง เคลื่อนไปพร้อมกับฝีเท้าของเขา
เงาร่างนั้นสูงราว 175 เซนติเมตร มองเห็นแขนขาเรียวยาวและผมยาวสยายได้จากความเข้มจางของหมอก
ใบหน้าถูกม่านหมอกสีม่วงบางเบาราวผ้าคลุมปิดบังไว้ เห็นเพียงเค้าโครงครึ่งล่างของใบหน้าเลือนราง คางเรียวแหลม ริมฝีปากคล้ายทาลิปสติกสีเข้ม และมุมปากที่ยกโค้งอย่างอ่อนโยนอยู่เสมอ
เวลานี้มันโน้มตัวลงมา ม่านหมอกที่ประกอบขึ้นเป็นผ้าคลุมหน้าแทบจะแนบติดใบหูของโจวฉีหมิง
แต่โจวฉีหมิงไม่พูดอะไร ยังคงเดินเงียบ ๆ ราวกับไม่ได้ยิน
“เอาอย่างนี้ไหม... เริ่มจากทำลายตัวอย่างทดลองของผู้ชายคนนั้นก่อน?”
เงาร่างนั้นไม่ยอมแพ้ ลอยไปอยู่อีกด้านของเขา น้ำเสียงยิ่งสนิทสนมขึ้น
“ก่อนหน้านี้เขาทำลายผลงานที่นายเพาะเลี้ยงมาตั้งหนึ่งสัปดาห์ไม่ใช่หรือ? นายจะปล่อยเขาไปง่าย ๆ ได้ยังไง?”
“เขาแค่ไม่ได้ตั้งใจ” ในที่สุดโจวฉีหมิงก็เอ่ยตอบ
เมื่อได้ยินคำตอบ เงาร่างสีม่วงก็ชัดเจนขึ้น หมอกหดรวมตัวจนเริ่มเห็นใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมเลือนราง
