แทบจะเป็นไปตามสัญชาตญาณ มือของเสินเอี๋ยนที่สอดอยู่ในกระเป๋าก็คลำหาบัตรประจำตัวทันที คิดจะส่งสัญญาณเตือนหลิงอวี้ให้เร็วที่สุด
แต่ในจังหวะที่ปลายนิ้วเพิ่งแตะมุมบัตรประจำตัวในกระเป๋า โลกพลันกระตุกวูบ
ถัดมา เธอก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันในตรอกลึกอันมืดมิดและคับแคบ
รอบด้านเป็นกำแพงอิฐสีดำเย็นเฉียบชื้นแฉะ กลิ่นเหม็นเน่าของเชื้อราผสมกับกลิ่นคาวเลือดคลุ้งอยู่ในอากาศ
ไม่มีช่วงเปลี่ยนผ่านหรือสัญญาณบอกเหตุใด ๆ ราวกับเธอถูกเคลื่อนย้ายในพริบตา หรือไม่ก็ช่วงเวลาหนึ่งหายไปเสียเฉย ๆ
เมื่อเห็นเช่นนั้น เสินเอี๋ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย เธอสัมผัสได้ชัดเจนว่าระหว่างตัวเธอกับโลกเบื้องหลังที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ มีม่านบางอย่างที่มองไม่เห็นกั้นอยู่
อย่างไรก็ตาม เธอไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย สิ่งแรกที่ทำคือกำไฟฉายฉุกเฉินกำลังสูงในกระเป๋าไว้แน่น
แต่ก่อนจะทันกดสวิตช์ ความหนาวเหน็บบาดกระดูกก็พลันพัดผ่านน่องของเธอ ราวกับมีสัตว์ประหลาดลึกลับบางอย่างแผ่ไอเย็นยะเยือกอยู่บนพื้นไม่ไกลเบื้องหน้า
ขณะเดียวกัน เสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ขาด ๆ หาย ๆ ก็ดังขึ้นข้างหูอีกครั้ง ต้นเสียงอยู่ไม่ไกลตรงหน้าเธอ
เสียงนั้นยังเสียดสีกับพื้น ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาหาเธอ ราวกับกำลังลากอะไรบางอย่างมาด้วย
“ช่วย... ช่วยด้วย... ช่วยฉันด้วย...”
เสียงนั้นแหบพร่าเหนียวหนืด หนักทึบราวกับถุงหนังเก่าที่บรรจุน้ำไว้เต็ม ทุกพยางค์ชวนให้รู้สึกชื้นแฉะจนสัญชาตญาณต่อต้าน
“ที่นี่... มืดเหลือเกิน หนาวเหลือเกิน... ฉันช่วยทำให้ความปรารถนาของคุณเป็นจริงได้... ขอแค่... ขอแค่คุณพาฉันออกไป...”
“ฉันจะเป็นบ่าวผู้ซื่อสัตย์ของคุณ ขอแค่นายท่านอย่าทิ้งฉันไว้... ฉันช่วยทำงานบ้านให้คุณได้ กำจัดขยะทุกอย่างที่คุณไม่ต้องการ... ฉันช่วยกิน... ทุกสิ่งที่ขวางหูขวางตาคุณได้...”
ยิ่งเสียงใกล้เข้ามา น้ำเสียงก็ยิ่งบิดเบี้ยวประหลาด ไม่คล้ายเสียงมนุษย์มากขึ้นทุกที
“เพราะฉะนั้น... ช่วยฉันด้วย อย่าปล่อยให้ฉันอยู่ในความมืดต่อไปเลย ขอร้องละ นายท่าน...”
เสินเอี๋ยนเผลอก้มหน้าลง คิดจะมองให้เห็นต้นเสียงชัด ๆ
