วันนั้น เมืองอวิ๋นจิงมีอากาศแจ่มใส ฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆ
เจิ้งเป่ยตรวจดูของขวัญที่เตรียมไว้ให้ภรรยาและลูกสาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนสตาร์ตรถออกเดินทาง
เมื่อเข้าสู่ถนนวงแหวนรอบนอกของเมืองอวิ๋นจิง ทุกอย่างยังดูเป็นปกติดี
ด่านเก็บค่าผ่านทาง กระแสรถยนต์ และแนวตึกสูงไกลสุดขอบฟ้า ทุกอย่างเหมือนวันก่อน ๆ
แล้วจู่ ๆ รถด้านหน้าก็ติดขัด
ตอนแรกเขาไม่ได้ใส่ใจนัก รถติดในเมืองอวิ๋นจิงเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะช่วงเวลานี้
แต่ไม่นาน รถที่อยู่ข้างหน้าก็หยุดนิ่งสนิท
ผ่านไปหลายนาที ขบวนรถยาวเหยียดก็ยังไม่ขยับแม้แต่น้อย ไกลออกไปยังคล้ายมีเสียงแตรรถดังระงม
จนถึงตอนนั้น เขาก็ยังคิดว่าแค่บังเอิญเจออุบัติเหตุทางจราจรหรือเหตุชุลมุนหมู่ที่เกิดขึ้นไม่บ่อย
เพียงรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการ แล้วการจราจรก็จะกลับมาเป็นปกติ
ระหว่างนั้น เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ตั้งใจฆ่าเวลา
แต่ยังไม่ทันได้ไถหน้าจอเท่าไร ใบหน้าคนที่เน่าเปื่อยอย่างรวดเร็วและมีเครื่องหน้าบิดเบี้ยวก็ฟาดลงบนกระจกรถของเขาอย่างแรงดังเพียะ
ลูกตาสีหม่นจ้องสบตาเขาผ่านกระจก มุมปากฉีกไปจนถึงใบหู น้ำลายสีดำไหลย้อย
เจิ้งเป่ยสะดุ้งโหยง เกือบทำโทรศัพท์หลุดมือ
ตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งมองเห็นภาพความโกลาหลเบื้องหน้าได้ชัดเจน
ห่างไปสามร้อยเมตร ระหว่างรถที่ติดค้างอยู่บนถนน ผู้คนมากมายกำลังกัดทึ้งกัน ล้มทับกัน และแทะกินกันเอง
คนที่ถูกกัดล้มลงดิ้นพราดอยู่บนพื้นไม่ถึงสิบกวินาทีก็แน่นิ่ง จากนั้นกลับลุกขึ้นมาใหม่แล้วเข้าร่วมวงไล่ล่า
ในชั่วพริบตา เสียงกรีดร้อง เสียงกัดกิน และเสียงโลหะฉีกขาดปะปนกันดังทะลุกระจกรถเข้ามา ฟังอื้ออึงและน่าสะพรึงกลัว
ราวกับเพียงชั่วขณะที่เขาเผลอละสายตา โลกทั้งใบก็พลันกลายเป็นนรก
ขณะที่เขายังตั้งสติไม่ได้ ท้องฟ้าก็มืดลงตามมา
มืดสนิทจนมองไม่เห็นแม้แต่แสงดาว ราวกับมีใครใช้ผ้าดำผืนมหึมาที่ไร้ขอบเขตคลุมท้องฟ้าทั้งผืนลงมาในทันที
เมืองอวิ๋นจิงจมดิ่งสู่รัตติกาล
เขานั่งอยู่ในรถ ฟังเสียงคำรามด้านนอกที่ยิ่งทวีความโหยหวนและชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
สัญชาตญาณของทหารทำให้เขาตัดสินใจรับมือได้อย่างถูกต้องในเวลาอันรวดเร็ว
