ซ่งชิงเหอถามไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คิดจะบังคับเมิ่งหลิง เพราะตั้งแต่เจอกันครั้งแรก อีกฝ่ายก็มีอคติกับเธออยู่แล้ว
อีกอย่าง... บรรยากาศโดยรวมของประเทศตอนนี้มีค่านิยมยกย่องชาวต่างชาติและดูแคลนคนในชาติอยู่จริง แม้แต่ในยุคหลัง ๆ ก็ยังมีปรากฏการณ์แบบนี้ เพียงแต่สัดส่วนน้อยลง
ซ่งชิงเหอเห็นแววตาที่เมิ่งหลิงมองทอมแล้ว จึงไม่คิดจะเข้าไปขัดขวางแผนของอีกฝ่าย
“ล่ามเมิ่ง คุณต้องรู้จักรักตัวเองหน่อยนะ” หลินเอ้อร์พูดอย่างมีนัย
เมื่อครู่อีกฝ่ายเหลือบมองหมอทอมทางนั้น แค่ดูก็รู้แล้วว่าคิดอะไรอยู่ เขารู้สึกว่าเธอทำให้คนในชาติต้องอับอายขายหน้า
เมิ่งหลิงได้ยินก็ถลึงตาใส่หลินเอ้อร์ “พูดบ้าอะไร ใครไม่รักตัวเอง ถ้ายังพูดเหลวไหลอีก อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจนะ!”
พูดจบก็เดินกระแทกเท้าปึงปังออกไป
“เฮ้! เธอจะไปไหน ไม่ใช่ล่ามของพวกเราหรือไง?” ผู้อาวุโสฉีเริ่มร้อนใจ อีกเดี๋ยวก็จะเริ่มประลองกันแล้ว ล่ามต้องอยู่ด้วยสิ ไม่อย่างนั้นจะไปเถียงกับพวกชาวต่างชาติยังไง?
ซ่งชิงเหอมองตามแผ่นหลังของเมิ่งหลิง แล้วก็เห็นอีกฝ่ายเดินไปทางทอม
“โมโหจะตายอยู่แล้ว เธอคิดอะไรของเธอ ถึงได้วิ่งไปหาพวกชาวต่างชาติตอนนี้ ตั้งใจมายั่วโมโหพวกเราหรือไง?” ผู้อาวุโสฉีรู้สึกว่าหายใจแทบไม่ทั่วท้อง
ทำไมถึงมีคนแบบนี้ได้? ใช้เส้นสายเข้ามาหรือไงกัน?!
ผู้อำนวยการเหรินกับเสี่ยวหลี่และคนอื่น ๆ ก็มีสีหน้าโกรธเคือง อีกไม่นานงานแลกเปลี่ยนก็จะเริ่มแล้ว เมิ่งหลิงไม่ยอมอยู่ข้างพวกเขาดี ๆ กลับวิ่งไปทำตัวประจบพวกชาวต่างชาติ
