หลิวซิ่วเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ เธอนึกย้อนถึงเรื่องที่ตระกูลซ่งกับตระกูลกู้ถูกขโมยของ
เธออดมองซ่งชิงเหอที่นั่งกินถั่วลิสงคั่วอยู่บนม้านั่งหินไม่ได้ จากนั้นก็ส่ายหน้า
คนตัวเล็กผอมบางแบบนี้ ต่อให้คิดจะทำก็ไม่มีความสามารถหรือความกล้าพอจะไปขโมยของ ตอนนั้นคนในหมู่บ้านจัดเวรยามกันตั้งหลายคน แต่หัวขโมยกลับลงมือฉกของไปต่อหน้าต่อตาทุกคนได้
คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางทำได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลูกสะใภ้ตัวเล็กบอบบางอย่างเธอเลย
หลังจากเสี่ยวหลี่กับเสี่ยวหลิวยกของเข้าไปในบ้านจนหมดแล้ว ซ่งชิงเหอก็หยิบน้ำอัดลมกับเนื้อแห้งมาให้ทั้งคู่
“นี่เป็นเนื้อแห้งที่ป้าของพวกเธอทำ เอากลับไปเคี้ยวเล่นนะ” เธอพูดพร้อมรอยยิ้ม ใบหน้าดูอ่อนโยนและงดงามเหลือเกิน
ใบหน้าของเสี่ยวหลิวแดงคล้ำ เขารีบรับของมาแล้วกล่าวขอบคุณอย่างเขินอาย “ขอบคุณครับพี่สะใภ้”
“ขอบคุณครับพี่สะใภ้ ต่อไปมีอะไรให้ช่วยก็บอกได้เลยนะครับ” เสี่ยวหลี่เป็นกันเองกว่ามาก เขาแวะมาที่นี่แทบวันเว้นวัน จึงคุ้นเคยกันดีแล้ว
เขาบอกให้เสี่ยวหลิวกลับไปก่อน ส่วนตัวเองจะอยู่คุยกับลู่หวยเฉิน
เสี่ยวหลิวยังมีงานต้องทำ จึงทักทายแล้วกลับไปก่อน
เสี่ยวหลี่รอจนเสี่ยวหลิวขับรถออกไปแล้ว ถึงค่อยกระซิบบอกลู่หวยเฉินอย่างมีลับลมคมใน “ผู้กองลู่ ผมได้ยินผู้บังคับกองพันบอกว่าช่วงสังเกตการณ์ของคุณผ่านแล้ว อีกไม่นานหนังสือแต่งตั้งจากเบื้องบนก็จะลงมา”
ระยะเวลาตรวจสอบก่อนเลื่อนตำแหน่งของลู่หวยเฉินสั้นกว่าของใครทั้งหมด
ผู้บังคับกองพันเล่าเรื่องนี้ให้เสี่ยวหลี่ฟังคนเดียว เพราะอยากอาศัยปากเขาบอกลู่หวยเฉินว่า ถึงจะไปแนวหน้าไม่ได้แล้ว แต่ทางกองทัพก็ยังให้ความสำคัญกับเขา
