หมอหลิวรู้จักซ่งชิงหย่า ตอนนั้นอีกฝ่ายเข้ามาในโรงพยาบาลโดยอาศัยชื่อเสียงว่าเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของหมอซ่งคนเล็ก
ตอนนั้นผู้อาวุโสฉียังเที่ยวประกาศไปทั่วว่าพี่สาวของหมอซ่งคนเล็กก็รักษาโรคเป็น แถมคำพูดคำจายังบอกเป็นนัยว่าพี่สาวคนนี้เก่งกว่าหมอซ่งคนเล็กเสียอีก
แต่หลังจากอีกฝ่ายทำงานในโรงพยาบาลทหารอยู่ระยะหนึ่ง ทุกคนก็พบว่าที่บอกว่ารักษาโรคเก่งพอ ๆ กับหมอซ่งคนเล็กนั้นเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ แค่หลอกให้คนเชื่อไปวัน ๆ
ผู้อาวุโสฉีเองก็เปลี่ยนตำแหน่งของซ่งชิงหย่าจากแพทย์เป็นพยาบาลฝึกหัด แถมยังโมโหเป็นฟืนเป็นไฟอีกด้วย
สิ่งที่หมอหลิวไม่เข้าใจก็คือ ทำไมผู้อาวุโสฉียังไม่ไล่ผู้หญิงคนนี้ออกไป ถ้าเป็นเขาคงไล่เจ้าตัวไปนานแล้ว
แต่ผู้อาวุโสฉีเป็นคนมีนิสัยแปลกประหลาดอยู่แล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไร
คิดถึงตรงนี้ หมอหลิวก็เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้มว่า “ฟันของหมาตัวนั้นไม่มีทางแตะเส้นประสาทที่ขาได้หรอก พยาบาลซ่ง คุณอยู่โรงพยาบาลมาตั้งนานแล้ว น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดีใช่ไหมครับ?”
ทั้งดูแคลน เยาะเย้ย และแฝงความเหนือกว่าอย่างไร้เหตุผล
แววตาของหมอหลิวทิ่มแทงซ่งชิงหย่าเข้าอย่างจัง เธอทั้งโกรธทั้งอัดอั้น ราวกับตอนนี้ทุกคนต่างมองเธอด้วยสายตาแบบนี้ เธอโมโหแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ความรู้สึกเช่นนี้ยากจะอธิบายออกมา ทำให้เธออึดอัดและไม่พอใจ ราวกับอยากระบายแต่กลับหาทางออกไม่เจอ
ตราบใดที่เธอยังอยู่โรงพยาบาลทหาร ตราบใดที่ยังต้องเจอเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าเวลาไปทำงาน เธอก็จะรู้สึกเช่นนี้ อึดอัดและทรมานใจ
