“โอ๊ย เสี่ยวชุ่ย เป็นอะไรไป อย่าร้องไห้สิ อย่าร้องไห้ให้คนที่ไม่คู่ควรเลย พอเธอร้องแล้วฉันเห็นก็อดสงสารไม่ได้” หลิวซิ่วกระโดดลงจากเบาะหลังจักรยาน
เธอเดินเข้าไปหาเจิ้งซู่จื่อ โน้มศีรษะเอียงไปด้านข้าง พลางเดินมองสบตาอีกฝ่าย ซ่งชิงเหอรู้สึกว่าแม่สามีไม่เพียงดูตลก แต่ยังชวนให้รู้สึกอยากเขกหัวอยู่หน่อย ๆ ด้วย
เจิ้งซู่จื่อถูกหลิวซิ่วทำเอาทั้งจนใจทั้งขำ เธอผลักไหล่เพื่อนสนิทเบา ๆ “กลับไปแล้วค่อยเล่า”
“ได้ ๆ งั้นเราไปที่ร้านยารับหนิงหนิงน้อยกับซือฉีน้อยกลับมาก่อน แล้วคืนนี้ไปกินข้าวที่บ้านฉัน ที่บ้านยังมีเหล้าอยู่นิดหน่อย ดื่มกันให้เมาไปข้างเลย!” หลิวซิ่วคล้องแขนเพื่อนสนิท
เมาแล้วพูดความจริง
“พี่หลิว คืนนี้ฉันขอไปกินข้าวที่บ้านพี่ด้วยได้ไหม?” หวังเอ้อร์ฮวาไม่รู้โผล่มาจากไหน เธอมองหลิวซิ่วตาปริบ ๆ
เธอเองก็อยากร่วมวงมื้อค่ำคืนนี้ด้วย!
เจิ้งซู่จื่อกลอกตา ทำมือไล่พร้อมพูดเสียงเย็นชา “ไสหัวไป!”
ก็แค่อยากมาดูเรื่องน่าอับอายของเธอเท่านั้นแหละ
หวังเอ้อร์ฮวาส่งเสียง “ชิ” “ไม่ให้ไปก็ไม่ไปสิ ฉันว่าจะเอาหูหมูที่ซื้อกลับมาตอนเที่ยงไปกินด้วยกันสักหน่อย ดูท่าพวกเธอคงไม่มีวาสนาได้กินแล้วล่ะ”
“กินเองไปเถอะ” หลิวซิ่วก็ทำมือไล่เหมือนกัน
ยัยปากมากนี่ไปโผล่ได้ทุกที่จริง ๆ
หวังเอ้อร์ฮวาเบ้ปากเดินจากไป แล้วยังถ่มเปลือกเมล็ดแตงลงพื้นอีกด้วย
เจิ้งซู่จื่อว่า “ไม่มีมารยาท!”
ราตรีมืดสนิทราวหมึก
หลิวซิ่วกับเจิ้งซู่จื่อกลับมาถึงก็ลงมือทำกับข้าวเต็มโต๊ะ ตอนนี้เลยเวลาอาหารมื้อเย็นมาแล้ว หนิงหนิงน้อยกับซือฉีน้อยเพิ่งดื่มนมเสร็จและหลับอยู่ในเปลเด็ก
