หน้าห้องพักฟื้น มีชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบถึงหกสิบปียืนอยู่ เขาต่างจากพวกชายฉกรรจ์กล้ามเป็นมัด ๆ ในโรงงานเนื้อสัตว์อย่างสิ้นเชิง รูปร่างผอมแห้ง โหนกแก้มสูง แก้มตอบไร้เนื้อ ดวงตาเรียวยาวตาขาวสามด้านดูเป็นคนไม่น่าเข้าใกล้
รองผู้อำนวยการโรงงานเนื้อสัตว์ หวังฉางกุ้ย
แต่เมื่อมองดูแล้ว นอกจากจมูกงุ้มที่คล้ายกับพ่อของหวังเป๋าเก้น ก็ไม่เห็นว่าโครงหน้าอื่นจะเหมือนกันตรงไหน
ยายเจียงเผลอกุมมือหยูเจาจ้าวแน่นขึ้น หยูเจาจ้าวหันไปมอง ยายเจียงส่ายหน้าให้เธอเบา ๆ แล้วขยับถอยหลังไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัว
หยูเจาจ้าวเข้าใจทันที นี่คือความหวาดหวั่น
“พ่อ แม่สามีของฉันยกงานของครูเลี่ยวให้คนอื่น แล้วยังบีบให้เหมียวเถียจูหย่ากับฉัน แถมยังจะรีดไถเงินพวกเราห้าร้อยหยวนอีก ถ้าพ่อไม่มา พวกเราคงถูกรังแกจนตายแน่”
หวังกุ้ยจือโผเข้าไป แล้วร้องไห้โฮออกมา
แม่ของเธอก็ร้องตาม ลูกชายสองคนของตระกูลหวังเองก็ตาแดงก่ำ ทุกคนทำท่าราวกับเป็นฝ่ายถูกกลั่นแกล้ง
ทำเอาทุกคนในห้องตะลึงกันไปหมด
แต่คนที่มาด้วยไม่ได้มีแค่หวังฉางกุ้ย ด้านหลังยังมีผู้นำสหภาพแรงงานของโรงงานกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตตามมาด้วย
ยายหลิวเห็นดังนั้นก็โล่งใจขึ้นมา
หยูเจาจ้าวเห็นรถเข็นที่โผล่ให้เห็นราง ๆ ตรงหน้าประตู ก็ชะงักไปทันที หลู่ซื่อเหว่ยก็มาด้วยหรือ?
แต่ตอนนี้ทางถูกขวางอยู่ เธอออกไปดูไม่ได้
เพียะ!
หวังฉางกุ้ยหน้าเคร่ง ยกมือตบหวังกุ้ยจือผู้เป็นลูกสาวหนึ่งฉาด น้ำเสียงเย็นชา “หุบปาก เมื่อครู่สหายจากสหภาพแรงงานเล่าต้นสายปลายเหตุให้ฉันฟังหมดแล้ว เรื่องนี้เป็นความผิดของพวกแก รีบขอโทษเดี๋ยวนี้”
เขาหันไปมองเหมียวเถียจูที่คุกเข่าอยู่บนพื้น คิ้วขมวดแน่น “เถียจู ลุกขึ้นก่อน สามีภรรยาทะเลาะกันยังปรับความเข้าใจกันได้ คุกเข่าอยู่แบบนี้มันดูไม่เหมาะ”
