“พวกเราไม่รู้จักพวกเขาสักหน่อย พอขึ้นรถมาก็ไม่มีใครถามอะไร แต่กลับตรงมาหาพวกเราเลย แค่นี้ยังไม่ชัดอีกเหรอ?” ถังชีชีมองเขาด้วยแววตาใสซื่อไร้เดียงสา น้ำเสียงหนักแน่นราวกับกำลังบอกว่าเธอไม่ได้โง่เสียหน่อย
ฟู่หยุนเฉิงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยิน ก่อนจะถามต่อว่า “แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าขนมแป้งของพวกเขามีปัญหา?”
“ฉันไม่รู้หรอก!” ถังชีชียักไหล่ “แค่คิดว่าในยุคนี้เนื้อแพงขนาดไหน จะมีใครยอมเอาขนมแป้งไส้เนื้อเยอะขนาดนี้มาให้คนอื่นกินกันล่ะ? ฉันก็เลยลองขู่พวกเขาดู ทำเรื่องให้ใหญ่ขึ้นสักหน่อย แบบนี้คนทั้งตู้โดยสารก็น่าจะเข้าข้างเราได้มากขึ้น จะได้ปลอดภัยกว่า”
“แล้วถ้าคุณเดาผิดล่ะ? ถ้าใส่ร้ายคนอื่นจะทำยังไง?” พี่ฟู่ถามเมื่อได้ฟังความคิดที่ดูเหมือนทำอะไรตามใจของเธอ
ถังชีชีตอบอย่างไม่ยี่หระยิ่งกว่าเดิม “ก็ขอโทษสิ! ถ้าใส่ร้ายเขาจริง ๆ ฉันก็ต้องขอโทษอยู่แล้ว แต่เวลาเดินทางน่ะ ไม่กลัวหนึ่งหมื่น กลัวแค่หนึ่งในหมื่นที่อาจเกิดขึ้นมากกว่า ระหว่างใส่ร้ายคนที่ดูยังไงก็เหมือนคนร้าย กับเอาตัวเองไปเสี่ยงกับอันตรายที่อาจมีอยู่ ฉันไม่รู้ว่าพวกคุณจะเลือกอะไร แต่ฉันเลือกความปลอดภัยของตัวเองก่อนแน่นอน”
ตรรกะแบบนี้แทบไม่เคยปรากฏในยุคแปดศูนย์ที่ผู้คนยังซื่อ ๆ แต่พวกเขากลับรู้สึกว่ามันมีเหตุผลชะมัด
จากนั้นถังชีชีก็มองฟู่หยุนเฉิงด้วยความสงสัยอยู่บ้าง “แล้วคุณเดาได้ยังไงว่ายาถูกใส่ไว้ในขนมแป้ง? คุณนอนอยู่ตลอด ไม่ได้เข้าไปใกล้ขนมพวกนั้นเลย แล้วรู้ได้ยังไง?”
