ชายตาเล็กพูดจบ ใบหน้าคนขับก็ฉายแววตะลึงอย่างเห็นได้ชัด เขาหันมามองชายคนนั้นด้วยสีหน้าพิกล
“คุณครับ ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไร”
“พวกคุณไม่ได้สมัครใจมาสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวพักผ่อนที่รีสอร์ตบนเขาสี่วันสามคืนกันหรอกหรือครับ”
“ก่อนขึ้นรถ ผมก็ตรวจสอบตัวตนของพวกคุณแล้ว ทุกอย่างถูกต้องดี”
ชายตาเล็กได้ยินเช่นนั้น ยังคิดจะพูดอะไรต่อ
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงห้าวกระด้างเสียงหนึ่งก็ตัดบทเขา
“เวลาของทุกคนมีค่า อย่ามาล้อเล่นไร้สาระอยู่ตรงนี้ให้เสียเวลา”
หลีอวี้หันไปมองทางต้นเสียง คนที่พูดคือชายมีรอยสักบนไหล่คนนั้น
ชายสักที่นั่งกอดอกเงียบมาตลอด จู่ ๆ ก็ลุกขึ้นแล้วมุ่งหน้าไปยังเบาะหลังของรถบัส
เมื่อเห็นชายสักเดินตรงมาหาตนด้วยสีหน้าดุดัน ชายตาเล็กอ้าปาก ทำท่าจะพูด แต่พอถูกชายสักจ้องเขม็ง คำพูดที่เกือบหลุดออกมาก็กลืนกลับลงคอไป
“ผู้ชายคนนี้เป็นอะไรไป สายตาน่ากลัวชะมัด หรือว่าจะเป็นฆาตกร?”
ชายตาเล็กหดคอด้วยความกลัว ขณะนั้นชายสักก็เดินมาถึงข้างตัวเขาแล้ว มือกดลงบนไหล่ ก่อนโน้มเข้าไปกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมทีละคำ
“ถ้าไม่อยากตายก็หุบปาก แล้วนั่งฟังคนขับพูดให้จบดี ๆ!”
“ถ้ายังกล้าพูดมากอีก อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ!”
ชายตาเล็กฟังคำพูดที่เต็มไปด้วยเจตนาร้าย เนื้อบนตัวสั่นกระเพื่อม เขาสัมผัสได้ถึงแรงมหาศาลจากมือที่กดไหล่ จึงไม่กล้าพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว
ชายสักเห็นดังนั้นก็แค่นเสียงหึ ตบไหล่เขาเบา ๆ แล้วชักมือกลับ สายตาเย็นชากวาดมองคนที่เหลือบนรถบัส
ทุกคนที่ถูกเขาจ้องต่างอดใจสั่นไม่ได้ และคิดขึ้นมาเหมือนกันว่า
“หมอนี่เป็นพวกอันตรายแน่!”
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครกล้าพูดจาส่งเดชอีก ชายสักจึงพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วหันไปมองคนขับ
“พวกเราไม่มีปัญหา คุณแนะนำเรื่องรีสอร์ตต่อได้เลย”
คนขับมองชายตาเล็ก แล้วมองชายสัก สีหน้าดูแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม
“ในเมื่อทุกคนไม่มีปัญหา งั้นผมจะพูดถึงข้อควรระวังต่อจากนี้”
“รีสอร์ตที่ทุกคนกำลังจะไป เดิมเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเศรษฐีคนหนึ่ง แต่หลังจากเศรษฐีเสียชีวิต ลูกชายของเขาก็บริจาครีสอร์ตให้รัฐบาลท้องถิ่น”
“หลังจากปรับปรุงอยู่ระยะหนึ่ง จึงกลายเป็นรีสอร์ตอย่างที่เห็นในปัจจุบัน”
“ทุกคนจะไปพักผ่อนที่รีสอร์ตเป็นเวลาสี่วันสามคืน คาดว่าจะถึงที่นั่นประมาณห้าโมงเย็นวันนี้ และเดินทางกลับหลังสิบโมงเช้าของวันที่สี่”
“สิ่งอำนวยความสะดวกในรีสอร์ตครบครัน บริการอยู่ในระดับเดียวกับโรงแรมมาตรฐานดาว ไม่เพียงมีบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้ง แต่ยังมีสถานที่ออกกำลังกายหลายประเภท โรงภาพยนตร์เสมือนจริง ให้ทุกคนสนุกได้เต็มที่”
“แต่...”
คนขับหยุดพูด สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นทีละน้อย
เห็นได้ชัดว่าเนื้อหาหลังคำว่า ‘แต่’ ต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ
“ในรีสอร์ตมีกฎอยู่บางข้อ นักท่องเที่ยวทุกคนต้องปฏิบัติตาม”
“กฎเหล่านี้เป็นข้อกำหนดของลูกชายเศรษฐีคนนั้น ตอนบริจาคคฤหาสน์ นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเยือนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากมีใครฝ่าฝืน กำหนดการพักผ่อนที่รีสอร์ตของทุกคนจะสิ้นสุดลงก่อนเวลา”
“หวังว่าทุกคนจะจำเรื่องนี้ไว้ให้ดี”
ขณะพูด คนขับกวาดตามองทุกคนบนรถทีละคน
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้าน จึงพูดต่อ
“ข้อแรก ในช่วงไม่กี่วันที่พักอยู่ที่รีสอร์ต ทุกคนจะไปไหนได้เฉพาะบริเวณรอบรีสอร์ต ห้ามออกนอกเขตโดยเด็ดขาด”
“ทำไมคะ?”
คนขับเพิ่งพูดจบ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ทุกคนหันไปตามเสียง คนที่เอ่ยถามคือหญิงผมดำยาวตรง ซึ่งตอนแรกนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามชายสัก
เธอมองคนขับอย่างสงบนิ่ง สีหน้าแสดงความฉงนได้พอดิบพอดี
หลีอวี้แอบชำเลืองไปทางชายสักที่อยู่ด้านหลังรถ เมื่อครู่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่อยากให้พวกเขาขัดจังหวะคำอธิบายของคนขับ แต่ตอนนี้หญิงผมดำตรงกลับเป็นฝ่ายถามขึ้นมาเอง เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?
สิ่งที่น่าแปลกใจคือชายสักมีท่าทีเรียบเฉย ไม่ได้แสดงความไม่พอใจเหมือนตอนชายตาเล็กพูดเมื่อครู่เลย
ตรงกันข้าม เขายังหันไปมองคนขับด้วย ดูเหมือนจะอยากรู้คำตอบของคำถามนี้เหมือนกัน
เมื่อสังเกตเห็นว่าสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ตน คนขับก็เอ่ยขึ้น
“คำอธิบายจากลูกชายเศรษฐีคือ ชาวบ้านในหมู่บ้านแถวนั้นบางแห่งไม่ต้อนรับคนนอก ตอนสร้างรีสอร์ตแห่งนี้ก็เคยเกิดความขัดแย้งไม่น้อย”
“เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น เขาจึงไม่อยากให้นักท่องเที่ยวออกจากรีสอร์ตไปรบกวนชาวบ้านละแวกนั้น”
“ไม่ว่าทุกคนจะคิดอย่างไร แต่ผมก็ขอย้ำเหมือนเดิม ในเมื่อมาถึงรีสอร์ตแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของที่นี่”
หญิงผมดำตรงฟังคำอธิบายของคนขับจบ ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงพยักหน้า “เข้าใจแล้วค่ะ”
ทุกคนจึงหันกลับไปมองคนขับ รอฟังคำพูดต่อไป
แต่เหนือความคาดหมาย คนขับไม่ได้อธิบายกฎข้ออื่นต่อ กลับตบมือเบา ๆ แล้วเปลี่ยนเรื่อง
“เอาละ ตอนนี้กฎที่ต้องแจ้งให้ทุกคนทราบมีเพียงข้อนี้ ส่วนข้ออื่นจะอธิบายทีละข้อหลังจากทุกคนเข้าไปในรีสอร์ตแล้ว”
“ที่นี่เป็นจุดพักรถบนทางด่วนแห่งสุดท้ายก่อนถึงรีสอร์ต ทุกคนพักผ่อนกันสักหน่อย เข้าห้องน้ำหรือหาอะไรกินได้ เราจะออกเดินทางกันในอีก 15 นาที”
พูดจบ คนขับก็เปิดประตูรถบัส ไม่รอคนอื่น แล้วลงจากรถมุ่งหน้าไปยังจุดพักรถด้านหน้า
แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะเป็นหญิงผมดำตรง ชายสัก หญิงสวมแว่น หรือชายหนุ่มผมเหลือง ต่างก็ไม่มีใครคิดจะลงจากรถ
ส่วนชายตาเล็กที่มีสายตาวูบไหว ดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ก็ถูกชายสักขวางให้นั่งติดอยู่กับที่ ไม่กล้าขยับไปไหน
จากปฏิกิริยาเมื่อครู่ หลีอวี้พอจะประเมินได้แล้วว่า ในบรรดาคนทั้งหกบนรถ รวมทั้งตัวเขาเอง หญิงสวมแว่น ชายหนุ่มผมเหลือง และชายตาเล็กต่างไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้
ส่วนชายสักกับหญิงผมดำตรงนั้นต่างออกไป ปฏิกิริยาของทั้งคู่สงบนิ่งเกินไป เห็นได้ชัดว่ารู้สถานการณ์ตรงหน้าดี
เมื่อทั้งสองไม่ขยับ เขาก็ย่อมไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามเช่นกัน จึงนั่งนิ่งอยู่บนเบาะ
กระทั่งคนขับเดินเข้าไปในจุดพักรถ และหายลับไปจากสายตาของทุกคนบนรถบัสอย่างสิ้นเชิง ชายสักจึงค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินไปหยุดกลางทางเดิน
เขากวาดสายตาเย็นเยียบมองทุกคนบนรถทีละคน จากนั้นสีหน้าก็เคร่งขรึม พลางจิ๊ปาก “ชิ รอบนี้มีมือใหม่เยอะขนาดนี้เลย ยุ่งยากจริง”
“แต่ก็ดีเหมือนกัน มือใหม่เยอะ ความยากของด่านนี้คงไม่สูงนัก”
มือใหม่? ด่าน?
เมื่อได้ยินชายสักพึมพำ หลีอวี้ก็จับคำสำคัญในคำพูดของเขาได้อย่างฉับไว
ชายสักสูดหายใจลึก ก่อนขึ้นเสียง “ต่อจากนี้ฉันจะพูดแค่รอบเดียว พวกแกจำไว้ให้ดี!”
