จนกระทั่งเงาร่างของหานหยวนหายลับไปอย่างสิ้นเชิง อาหมู่ลี่ก็ยังไม่ทันได้ตั้งสติจากความดีใจอันยิ่งใหญ่เมื่อครู่เลย
“เมื่อครู่นี้…องค์อาหลู่คู่ผู้ยิ่งใหญ่ยอมรับข้าแล้วหรือ?”
“หรือแม้กระทั่ง…องค์อาหลู่คู่ผู้ยิ่งใหญ่ยังใช้ลิ้นของพระองค์สัมผัสข้าด้วยซ้ำ!”
“อ๊ากกก!!!”
เมื่อตั้งสติได้ อาหมู่ลี่ก็กำเกล็ดขนาดเท่าฝ่ามือนั้นไว้แน่น แล้วส่งเสียงกรีดร้องที่ไร้ซึ่งเหตุผลว่าควรจะส่งเสียงในป่าฝนแห่งนี้
เพราะมันอาจนำภัยอันตรายอื่นๆ มาได้
แต่ ณ เวลานี้ อาหมู่ลี่ไม่มีสมองเหลือพอจะคิดเรื่องอื่นอีกแล้ว
ทุกการกระทำล้วนเป็นเพียงสัญชาตญาณของร่างกาย
เพราะสมองของนางประมวลผลไม่ทัน นางจึงนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าองค์เทพงูผู้ยิ่งใหญ่จากไปแล้ว และภารกิจที่อยากเชิญเทพงูมาประทับที่เผ่าเพื่อรับการบูชานั้น “ล้มเหลว” แล้ว
ยามนี้นางคิดเพียงว่าจะรีบกลับไปยังเผ่า
เพื่อเล่าทุกสิ่งที่พบเห็นและความตื่นเต้นยินดีให้คนในเผ่าทุกคนได้รู้
สองมือกำเครื่องมือตักน้ำและเกล็ดงูไว้แน่น
อาหมู่ลี่หันหลังแล้ววิ่งตรงเข้าสู่ห้วงลึกของป่าฝน
แม้ยังเป็นเพียงเด็กสาว แต่ท่วงท่าการวิ่งของนางกลับคล่องแคล่วปราดเปรียว กระทั่งความเร็วยังไม่แพ้นักวิ่งอาชีพในโลกก่อนข้ามมิติของหานหยวนเลยด้วยซ้ำ
เมื่ออาหมู่ลี่วิ่งออกไปได้ระยะหนึ่ง เงาร่างของหานหยวนก็ผุดขึ้นจากผิวน้ำอีกครั้ง
“ฟิ้ว~”
ลิ้นงูสีม่วงเข้มแลบออกมาเล็กน้อย สัมผัสกลิ่นอายที่เกี่ยวข้องกับอาหมู่ลี่โดยรอบได้อย่างง่ายดาย
“เด็กสาวคนนี้วิ่งไวไม่เบานี่~”
“แต่ยังห่างชั้นกับข้าอยู่ดี~”
กับการเปรียบเทียบตัวเองซึ่งเป็นงูยักษ์ที่แข็งแกร่งรอบด้านกับเด็กสาวคนหนึ่งนั้น
หานหยวนไม่รู้สึกกระดากใจแม้แต่น้อย
พรวด…
พร้อมกับเสียงน้ำที่แทบจะได้ยินไม่ถนัด ร่างอันหนา ยาว และดำทะมึนของหานหยวนก็เลื้อยออกจากทะเลสาปอย่างช้าๆ
…
เพราะจุดประสงค์ในครั้งนี้ต่างไปจากเดิม
หานหยวนจึงตั้งใจเก็บกลิ่นอายบนร่างกายไว้ แม้กระทั่งเสียงและร่องรอยระหว่างเลื้อยก็เบาบางลงมาก
ใช่แล้ว เจ้าไม่ได้ยินผิด
หานหยวนสามารถควบคุมกลิ่นอายที่แผ่ออกจากตัวได้เอง รวมถึงความกดดันที่เกิดจากร่างกายอันแข็งแกร่งของเขาด้วย
ขณะเดียวกัน เขายังสามารถปรับเกล็ดและกล้ามเนื้อด้วยวิธีพิเศษ เพื่อให้ร่องรอยที่ทิ้งไว้ระหว่างเลื้อยลดน้อยลงที่สุดเท่าที่จะทำได้
แค่สองข้อนี้ก็เกินมนุษย์ปุถุชนไปมากแล้ว
หานหยวนบอกปากเปล่าว่าตัวเองนอกจากตัวใหญ่ พลังแรง เกราะหนาแล้วก็ไร้ค่าอะไร
แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่เขามีไม่ได้มีเพียงเท่านี้
เผ่าที่อาหมู่ลี่อยู่ ห่างจากทะเลสาปบุฟเฟ่ต์ของหานหยวนไม่ไกลนัก
เพิ่งเลื้อยออกไปได้ไม่เท่าไหร่ ลิ้นงูของหานหยวนก็จับกลิ่นอายของมนุษย์ที่อยู่ไกลออกไปได้มากขึ้นแล้ว
“อยู่ไม่ไกลนี่~”
“งั้นข้าจะไปดูเสียหน่อยว่าเผ่าเด็กสาวนี่เป็นอย่างไรกันแน่?”
คิดได้ดังนั้น ร่างของหานหยวนก็เริ่ม “หายไป” ด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
แต่หากดูดีๆ จะพบว่าเขาเพียงเข้าสู่สภาวะพรางกายเลียนแบบสิ่งแวดล้อมเช่นกิ้งก่าเท่านั้น
ถูกต้อง!
หานหยวนที่ดูยาว ดำ และหนา แต่แท้จริงกลับมีพลังอันละเอียดอ่อนเช่นนี้
ตอนที่เขาเพิ่งออกจากไข่ เพราะความไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ กลัวว่าไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีสัตว์ใหญ่ตัวหนึ่งพุ่งออกมาอีกกินเขาเข้า
ด้วยความกังวลนั้น ไม่กี่วันต่อมาเขาก็ควบคุมพลังพรางกายนี้ได้โดยไม่รู้ตัว
น่าอัศจรรย์ใช่ไหมล่ะ!
แต่หานหยวนเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไรเหมือนกัน
…
หลังพรางกายแล้ว หานหยวนก็เข้าใกล้เผ่าของเด็กสาวมากขึ้นอีกขั้น
โดยไม่ทำให้ใครตื่นตัวหรือสังเกตเห็น
เมื่อมองไปรอบๆ เผ่าของเด็กสาวก็สมกับที่หานหยวนเรียกมันว่าเผ่าดึกดำบรรพ์จริงๆ
ทุกอย่างล้วนหาได้จากในท้องถิ่น ใช้ไม้เนื้อหนาเป็นเสาค้ำ แล้วใช้ไม้ที่ค่อนข้างหนาประกอบเป็นบ้านไม้ค่อนข้างเรียบง่ายสูงจากพื้นประมาณสองเมตร
ยอดกระท่อมใช้ใบไม้กว้างๆ ปิด ทว่าคือเพดานทั้งหลังของสิ่งปลูกสร้าง
คนในเผ่าทั้งหมดมีไม่มากนัก ประมาณแค่สองร้อยคน
เพราะไม่เข้าใจเผ่าดึกดำบรรพ์ในโลกก่อนข้ามมิติ และไม่เข้าใจโลกหลังข้ามมิติมากขึ้นอีก
หานหยวนจึงไม่รู้ว่าจำนวนนี้มากหรือน้อย
สิ่งเดียวที่แน่ชัดคือ ร่างกายของคนในเผ่านี้ดีมากจริงๆ
ทั้งเผ่านอกจากเด็กๆ แล้ว ผู้ชายไม่มีใครสูงต่ำกว่าหนึ่งเมตรแปดสิบ ผู้หญิงก็ไม่มีใครต่ำกว่าหนึ่งเมตรเจ็ดสิบ
หานหยวนยังเห็นชายแข็งแรงที่สูงเกือบหรือเกินสองเมตรหลายคน ยกท่อนไม้หนาๆ ขึ้นได้อย่างสบายๆ
ระหว่างที่หานหยวนกำลังสังเกตการณ์ ความสนใจของคนส่วนใหญ่ในเผ่าล้วนถูกอาหมู่ลี่ที่วิ่งกลับมาจากริมทะเลสาปดึงดูดไปแล้ว
กับการที่อาหมู่ลี่คนเดียววิ่งไปที่ริมทะเลสาป คนอื่นๆ ในเผ่าไม่ได้คิดว่ามีอะไรผิดปกติ
เพราะไม่ใช่แค่นางคนเดียวที่ทำแบบนี้
อย่างไรเสีย พวกเขาคือมนุษย์คูคูหลี่อัน บุตรแห่งป่าฝน ที่คนจากชาติภายนอกเรียกขาน
เพียงแต่อาหมู่ลี่คิดว่าตัวเองโชคดีที่สุด เพราะคนอื่นๆ ที่ไปริมทะเลสาปไม่เคยเห็นองค์เทพงูผู้ยิ่งใหญ่มาก่อน
…
ยามนี้ อาหมู่ลี่กำลังตื่นเต้น โบกมือไปมาพลางบรรยายทุกสิ่งที่ประสบพบเจอที่ริมทะเลสาป
“จู๋ซาเหลา ฝ่าหลัวหน่า ซูหมัว ซีหม่า พวกเจ้าต้องเชื่อข้านะ ที่ข้าพูดคือความจริงทั้งหมด ข้าเห็นองค์อาหลู่คู่ผู้ยิ่งใหญ่ที่ริมทะเลสาปจริงๆ!!!”
“พวกเจ้าไม่มีทางคิดออกหรอกว่าองค์ยาหลู่คู่ผู้ยิ่งใหญ่จะยิ่งใหญ่ศักดิ์สิทธิ์น่าเกรงขามเมตตาปรานีเพียงใด ยิ่ง…”
ปากเล็กๆ ของอาหมู่ลี่เหมือนปืนกล พ่นคำสรรเสริญออกมามากมายไม่หยุด
เอาแต่คำที่ดีที่สุดในความคิดของนางออกมาใช้หมดแล้ว
กับคำพูดของอาหมู่ลี่ พวกพ้องรอบข้างไม่ได้แสดงความเคลือบแคลง มีไม่น้อยที่ตื่นเต้นไปกับอาหมู่ลี่ด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าพวกพ้องส่วนนี้ล้วนเป็นเด็กวัยเดียวกันกับนาง หรือคนหนุ่มสาวที่อายุน้อยกว่า
พวกที่โตแล้วหรือผู้ใหญ่ที่อายุไม่น้อยแล้วกลับไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมากนัก บางคนถึงขั้นไม่เชื่อสิ่งที่อาหมู่ลี่พูดเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นผู้ใหญ่ไม่ค่อยเชื่อคำพูดของนาง อาหมู่ลี่ร้อนใจแทบจะกระโดดโลดเต้น
แต่ในชั่วขณะถัดมา นางก็นึกถึงเกล็ดที่องค์หยาหลู่คู่ผู้ยิ่งใหญ่มอบให้
“ใช่แล้ว! องค์หยาหลู่คู่ผู้ยิ่งใหญ่ไม่เพียงสัมผัสหัวข้า แต่ยังประทานเกล็ดเทพงูให้ข้าอีกหนึ่งแผ่นด้วย!”
เพียงเห็นนางค่อยๆ หยิบจากเครื่องมือที่ควรใช้ตักน้ำ ออกมาเป็นเกล็ดหนาๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ แวววาวราวกับเหล็กกล้า เมื่อมองดีๆ ยังมีสีม่วงเข้มจางๆ แทรกอยู่อีกด้วย
“ดูสิ!”
อาหมู่ลี่สองมือประคองเกล็ดขึ้นอย่างภาคภูมิใจ โชว์ให้ทุกคนในเผ่าได้เห็น
คราวนี้พวกผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยเชื่อก่อนหน้านี้สายตาเปลี่ยนไปในทันที
แม้จะอยู่ไกลมาก ด้วยสายตาของหานหยวนก็ยังมองเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ชัดเจน
นั่นคือสายตาแห่งความเลื่อมใส แทบจะคลั่งไคล้
ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่ทุกคนในเผ่าที่สายตามองเห็นล้วนเป็นเช่นนั้น!
หานหยวนคิดในใจ
“คราวนี้การันตีความสำเร็จแน่นอน!!!”
…
