สามปีแรกหลังแต่งงาน ฉินเจามีเรื่องกลุ้มใจเล็ก ๆ อยู่ข้อหนึ่ง
นั่นก็คือ เขาแทบไม่ได้เจอภรรยา
ไม่สิ ต้องบอกว่าแทบไม่มีโอกาสเจอกันต่างหาก
หลิ่วเฉินเฉินยุ่งมาก
นอกจากช่วงแรกหลังแต่งงานที่ทั้งคู่รักใคร่กลมเกลียวกันดี ปีที่สองนางก็ให้กำเนิดลูกน้อยคนหนึ่ง
เป็นเด็กผู้ชาย ชื่อหลิ่วเส้าอัน ฉินเจาเป็นคนตั้งชื่อให้เอง
ตั้งแต่ลูกครบเดือน ภรรยาก็เริ่มยุ่งวุ่นวาย
ทุกวันนางต้องไปดูแลโรงงิ้วหลีหยวนชุนเรื่องละครเรื่องใหม่ จากนั้นก็ไปจัดการงานที่หอหนังสืออิ่งหั่ว ตกบ่ายยังต้องไปดูบัญชีและกำหนดสินค้าใหม่ที่ร้านเยียนจือจุ้ย
บางครั้งยังต้องเข้าวังไปเล่นหมากล้อมเป็นเพื่อนฮ่องเต้ หรือไม่ก็ออกไปพบปะเหล่าฮูหยินที่มาเยี่ยมเยือน
แรก ๆ ฉินเจายังเต็มใจตามไปเป็นเพื่อนนางอย่างกระตือรือร้น
นางดูบัญชี เขาก็นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้าง ๆ นางพบผู้ดูแล เขาก็คอยรินน้ำชาอยู่ข้างกาย
แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ฉินเจาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์
องค์หญิงยุ่งทุกวัน ส่วนเขาในฐานะราชบุตรเขย ดูเหมือนจะมีประโยชน์แค่ตอนอยู่บนเตียงเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น องค์หญิงก็ยังคอยห้ามปราม บอกว่าเขายังเด็ก ต้องรอให้โตกว่านี้อีกหน่อย
เขาเด็กตรงไหนกัน? เห็นอยู่ว่าเขาโตมากแล้ว พวกพี่ชายยังบอกว่าเขามีพรสวรรค์โดดเด่นเลย
วันนั้น ฉินเจาฝึกวิชากระบี่อยู่คนเดียวในสวน ท่วงท่าคมกริบ
หลิ่วเฉินเฉินยืนดูอยู่ตรงนี้มาครึ่งค่อนวันแล้ว
ฝีมือเช่นนี้ พูดตามตรง หากไม่ได้เป็นแม่ทัพก็น่าเสียดาย
แต่ใครใช้ให้ตระกูลฉินไม่อยากส่งเจ้าหกคนนี้ไปสนามรบอีก ถึงได้ยอมให้เขาแต่งเข้าราชวงศ์อย่างง่ายดาย
เมื่อรู้สึกว่ามีสายตาจับจ้อง ฉินเจาก็หันขวับกลับมา แววตาไม่เป็นมิตร
ทว่าพอเห็นว่าเป็นใคร สีหน้าก็อ่อนโยนลงทันที
“เฉินเฉิน” ฉินเจาเก็บกระบี่แล้วก้าวฉับ ๆ เข้าไปหา “วันนี้กลับเร็วขนาดนี้เลยหรือ?”
วันนี้หลิ่วเฉินเฉินสวมกระโปรงสีแดงกุหลาบ ผมเกล้าไว้อย่างหลวม ๆ ดูงดงามสดใสกว่าปกติมาก
เมื่อเห็นชายหนุ่มเหงื่อท่วมศีรษะ นางก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากแขนเสื้ออย่างเป็นธรรมชาติ แล้วซับเหงื่อที่ขมับให้เขา “ฝึกมานานแค่ไหนแล้ว เหงื่อออกเต็มหัวเลย”
