บทที่ 4 บทเรียนอักขระเวทที่สิ้นมนต์ขลัง
เมื่อเทียบกันแล้ว เสื้อผ้าที่ทอจากเส้นใยสัตว์ไม่เพียงมีเนื้อสัมผัสที่เหนือกว่า แต่ยังให้ความอบอุ่นและระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าจากพืชอีกด้วย
เสื้อคลุมขนแกะแคชเมียร์ราคาสูงล้ำเพียงใด ส่วนเสื้อผ้าฝ้ายราคาถูกจะเทียบได้อย่างไร?
อีกทั้งกรรมวิธีแปรรูปผ้าขนแกะก็ซับซ้อน การดูแลรักษาก็ยุ่งยาก เสียดสีก็เป็นขุยง่าย ซักครั้งเดียวก็หดเล็กลงได้ง่าย ผู้ที่พิถีพิถันใส่เพียงหนึ่งหรือสองครั้งก็ไม่อยากสวมต่อแล้ว...
ข้อด้อยเหล่านี้อาจไม่เป็นมิตรกับสามัญชน แต่สำหรับขุนนางแล้ว มันคือสิ่งที่พวกเขาต้องการมิใช่หรือ?
ฐานะของขุนนางสำแดงออกมาผ่านกรรมวิธีที่ซับซ้อนและการสิ้นเปลืองอย่างฟุ่มเฟือย
แม้มันจะมีข้อด้อยมากและเสียหายง่าย แต่ราคาของมันมหาศาล สวมใส่สบาย นี่ต่างหากคือสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะของขุนนาง
เหล่าขุนนางผู้มากด้วยทรัพย์และหลงใหลในความหรูหราจะต้องยอมทุ่มเงินซื้อเป็นแน่
เมื่อขุนนางทั้งหลายล้วนภาคภูมิใจที่ได้สวม "เสื้อแคชเมียร์ละเอียดนุ่มล้ำค่าที่สุด" แล้ว นางที่สวมใส่ผ้าชนิดนี้จะยังดูเหมือนสามัญชนอยู่อีกหรือ?
ไม่!
คนพวกนั้นจะกลับรู้สึกว่า นางต่างหากคือขุนนางที่แท้จริง เพราะนางสวมใส่ก่อนใคร!
ค่ำคืนยาวนาน ตะเกียงน้ำมันวอมแวม
หลัวเวยค้นผ้าป่านเก่าผืนหนึ่ง ใช้กิ่งไม้เผาไฟทำเป็นแท่งถ่าน ขีดเขียนอย่างละเมียดบนผ้าป่าน
ขั้นตอนการทำความสะอาดขนแกะ วิธีขจัดน้ำมันออกจากขนแกะ อุปกรณ์สางขนแกะที่ปรับปรุงแล้ว กระบวนการบิดเกลียวและทอเป็นผืน... เมื่อบนผ้าป่านเต็มไปด้วยลายเส้น ดวงจันทร์ก็ลอยเด่นอยู่กลางฟ้าแล้ว
ผ้าป่านผืนนี้ยังเป็นเพียงร่างแรกเท่านั้น หลังจากนางซื้อแผ่นหนังแกะมาแล้ว จะต้องคัดลอกใหม่ด้วยปากกาขนนกและน้ำหมึกอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อขายสิ่งนี้ออกไป จะเป็นเงินก้อนโตมาสมทบพอดี สำหรับนางที่ต้องปลอมฐานะเป็นขุนนาง
หลัวเวยยืดเส้นยืดสาย ยามนี้รู้สึกขอบคุณตัวตนจากชาติก่อนที่ชอบเลื่อนดูวิดีโอสั้นเสียงสั่นอย่างหาที่สุดมิได้
คลิปวิดีโอของเหล่าบล็อกเกอร์งานฝีมือนางดูไม่น้อยเลย ตอนนั้นเพื่อนยังล้อเลียนนางว่า เรียนเอาสิ่งมีประโยชน์ไม่ได้ผล กลับเรียนแต่สิ่งไร้ประโยชน์กองพะเนิน
แต่มาบัดนี้ นางหาใช่ไม่ได้เรียนสิ่งที่มีประโยชน์ไม่ นางยังได้เรียนแล้วยังได้ประโยชน์มหาศาลอีกด้วย!
เพียงแต่ "ทักษะจำเป็นเมื่อทะลุมิติสู่ยุคโบราณ" ที่นางเคยดูมามากมายกลับใช้ไม่ได้
เช่น การสกัดเกลือบริสุทธิ์ การหลอมแก้ว การทำกระจกปรอทเงิน หรือกระทั่งการปรุงดินดำ
โลกนี้การปรุงแปรธาตุก้าวหน้ายิ่ง สิ่งเหล่านี้ถูกคิดค้นขึ้นนานแล้ว เพียงแต่สูตรผสมยังถูกผูกขาดไว้ในเงื้อมมือขุนนางใหญ่ สิ่งที่ผลิตได้ก็ถวายให้ราชวงศ์และเหล่าขุนนางใช้ ห้ามซื้อขายโดยเด็ดขาด
ทว่าไม่เป็นไร นางมีสูตรเหล่านี้ สามารถผลิตใช้เองได้ หรือไม่ก็แอบนำไปขายที่ตลาดมืดหาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ
เพียงแค่ไม่โอ้อวดโต้ง ๆ ก็คงไม่มีใครเอาความกรณีหลอมของต้องห้ามเป็นการส่วนตัว และยังช่วยเสริมสร้างฐานะขุนนางของนางได้พอดี
ขุนนางมีของเหล่านี้หาใช่เรื่องปกติหรือ?
ตะเกียงน้ำมันจุดอยู่ครึ่งค่อนคืน น้ำมันใกล้หมดสิ้น
หลัวเวยเป่าเปลวไฟเล็ก ๆ ให้ดับลง แล้วแทรกตัวเข้ากองผ้าห่มด้วยท่วงท่าที่ลื่นไหล
วันรุ่งขึ้น บทเรียนอักขระเวท
วันนี้เปลี่ยนห้องเรียนที่ใหญ่กว่าเดิม ทุกคนนั่งในห้องเรียนที่โล่งว่าง เบื้องหน้าของแต่ละคนมีถาดทรายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสตั้งอยู่ใบหนึ่ง
มิใช่ถาดทรายจำลองภูมิประเทศ เป็นเพียงถาดทรายเปล่า ๆ ข้างถาดทรายยังมีกิ่งไม้เรียบเล็ก ๆ วางอยู่ท่อนหนึ่ง
หลัวเวยมองเพื่อนร่วมชั้นรอบข้างหยิบกิ่งไม้เล็ก ๆ ขึ้นมาขีดเขียนบนถาดทรายอย่างคล่องแคล่ว เริ่มครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะประดิษฐ์กระดาษขาวขึ้นมา
เพียงแต่ไม่รู้ว่าการสร้างสิ่งที่จะสั่นคลอนรากฐานศาสนาและฐานะของชนชั้นปกครองนี้ จะนำมาซึ่งภัยถึงชีวิตแก่นางหรือไม่
ช่างเถิด ช่างเถิด ขอซุกซ่อนตัวรอจังหวะต่อไปก่อน
ในขณะที่กำลังครุ่นคิด ชายชราผอมแห้งผมสีน้ำตาลหยิกศก มีผิวหนังเหี่ยวย่น ผู้หนึ่งคีบม้วนแผ่นหนังแกะเอวเดินเข้ามา
นี่เป็นวันที่สองของภาคการศึกษาแรกอย่างเป็นทางการ และเป็นครั้งแรกที่ได้เรียนบทเรียนอักขระเวท ดังนั้นสิ่งแรกที่ชายชราผอมแห้งทำเมื่อก้าวเข้าห้องเรียนคือการแนะนำตัวเอง
"อรุณสวัสดิ์ เด็ก ๆ ข้าคือครูสอนอักขระเวทของพวกเจ้า เคลาด์ ไมค์ พวกเจ้าเรียกข้าว่าศาสตราจารย์ไมค์ก็ได้"
"สวัสดี ศาสตราจารย์ไมค์!"
นักเรียนทั้งหลายต่างลุกขึ้นยืนโค้งคำนับ
"เอาล่ะ เชิญนั่งลงเถิด" ศาสตราจารย์ไมค์พยักหน้า กางม้วนแผ่นหนังแกะตั้งโต๊ะ แล้วเริ่มการบรรยาย
"อักขระเวทคืออะไร? อักขระเวทคือภาชนะดูดซับพลังเวท และเป็นร่องรอยที่เทพเจ้าทิ้งไว้ขณะใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ในโลกมนุษย์ก่อนเสด็จขึ้นสวรรค์"
"ด้วยการถอดประกอบและวาดร่องรอยเหล่านี้ เราสามารถดักจับธาตุเวทมนตร์ที่ล่องลอยในฟ้าดิน แล้วควบคุมและใช้มันได้"
"อักขระเวทมีประโยชน์มากมาย ประโยชน์ที่พบเห็นบ่อยที่สุดคือการเพิ่มพลังวิเศษ อาทิ การสลักอักขระเวทแห่งวายุลงบนกระบี่ของอัศวิน สามารถเร่งความเร็วในการฟาดฟันของอัศวินได้"
"รองลงมาคือการส่งผ่าน อักขระเวทสามารถเชื่อมต่อเส้นทางมิติ การสลักอักขระเวทลงในสถานที่ต่างกัน ทำให้เราทะลวงมิติระยะไกลได้"
"สุดท้ายคือการอัญเชิญ อักขระเวทอัญเชิญไม่เพียงอัญเชิญอสูรเวทได้ ยังเรียกวิญญาณได้ด้วย ตำนานเล่าว่าจอมเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์สามารถอัญเชิญร่างจำลองของเทพเจ้าได้"
"แน่นอน อักขระเวทสองประเภทหลังเป็นบทเรียนที่นักเวทฝึกหัดระดับกลางถึงระดับสูงจึงจะได้ร่ำเรียน บัดนี้สิ่งที่พวกเจ้าต้องเรียนคือการวาดอักขระเวทพื้นฐาน"
หลัวเวยตั้งใจฟังมาก ศาสตราจารย์ไมค์บรรยายเป็นขั้นเป็นตอน น่าสนใจยิ่ง
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ทั่วทวีปนี้เล่าขานตำนานเวทมนตร์อยู่ทุกหนแห่ง ทุกคนล้วนเชื่อว่ามีเวทมนตร์ เพียงแต่ไม่มีใครเคยพบเห็น
แต่นางถึงกับทะลุมิติมาได้ เวทมนตร์และเทพเจ้าบางทีอาจมีอยู่จริงก็เป็นได้
"เอาล่ะ เด็ก ๆ ปรับถาดทรายของพวกเจ้าให้เรียบ ข้าจะเริ่มอธิบายโครงสร้างของอักขระเวทพื้นฐานแล้ว"
ศาสตราจารย์ไมค์บนแท่นบรรยายหยิบปากกาแท่งหินลื่นขึ้นมา: "อักขระเวทคือการบีบอัดโครงสร้างมิติ ดังนั้นพวกเราจึงต้องเรียนรู้การวาดเรขาคณิตระนาบก่อน"
เขาหันหลังกลับ เขียนรูปเรขาคณิตแถวหนึ่งบนกระดาน
"รูปเรขาคณิตที่ใช้ในการวาดอักขระเวทแบ่งเป็นสี่ประเภท สี่เหลี่ยมผืนผ้า สามเหลี่ยม วงกลม และหลายเหลี่ยม"
นักเรียนเบื้องล่างก็จับกิ่งไม้เล็ก ๆ ขึ้น และเริ่มขีดเขียนบนถาดทราย
หลัวเวยก็หยิบกิ่งไม้เล็ก ๆ ขึ้นมาเช่นกัน
เกินคาดหมายอย่างยิ่ง หลังจากทะลุมิติกลับต้องมาเริ่มเรียนตั้งแต่คณิตศาสตร์ขั้นประถม นี่บทเรียนอักขระเวทคือต้นแบบของวิชาคณิตศาสตร์กระมัง?
ศาสตราจารย์ไมค์กล่าวต่อไป: "หลังจากเรียนรู้การวาดรูปเรขาคณิตแล้ว พวกเรายังต้องรู้จักคำนวณสัดส่วนของอักขระเวท จึงจะสามารถจารึกลงบนพาหะชนิดต่าง ๆ ได้"
ว่าแล้ว เขาก็วาดรูปดาวหกแฉกลงบนกระดาน กำหนดส่วนของเส้นหนึ่งเส้นว่ามีความยาวหนึ่งฟุต จากนั้นก็วาดรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขึ้นมาหนึ่งรูป กำหนดให้ด้านยาวหกนิ้ว
"บัดนี้ ใครจะบอกข้าได้ หากข้าต้องการสลักดาวหกแฉกดวงนี้ลงบนแผ่นหินสี่เหลี่ยมจัตุรัส ส่วนของเส้นจะยาวที่สุดกี่นิ้ว?"
นักเรียนเบื้องล่างจึงหยิบปากกาขึ้นมาคำนวณ คำนวณไปพักหนึ่งก็เงยหน้าขึ้น มองกระดานด้วยแววตางุนงง เสมือนกำลังดูคัมภีร์สวรรค์บางอย่าง
ศาสตราจารย์ไมค์รออยู่ครู่หนึ่งแล้วถามอีกครั้ง: "มีใครคำนวณออกหรือไม่?"
ทั้งห้องเรียนเงียบกริบ
หลายคนก้มหน้าลง ห่อคอทำตัวเหมือนนกกระทา
ทันใดนั้น เวยหน่าก็ยกมือขึ้น
"โอ้ เด็กน้อยน่ารัก เจ้าจะตอบคำถามข้าหรือ?" ศาสตราจารย์ไมค์ถามด้วยความประหลาดใจ
เวยหน่ามองหลัวเวยแวบหนึ่ง: "ขออภัยยิ่ง ศาสตราจารย์ไมค์ ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน แต่ข้าอยากแนะนำผู้หนึ่งแก่ท่าน"
รอยยิ้มของศาสตราจารย์ไมค์จางลงเล็กน้อย: "เช่นนั้น เจ้าอยากแนะนำผู้ใดเล่า?"
"หลัวเวย สหายของข้า นางเป็นขุนนาง ช่ำชองในวิชาคำนวณ ข้าคิดว่านางต้องตอบคำถามของท่านได้แน่นอน"
เวยหน่ากล่าวจบ พลางหันมองหลัวเวย ยิ้มอย่างผู้ชนะ: "ที่รัก รีบบอกคำตอบศาสตราจารย์เร็วเข้า!"
นางสังเกตแล้ว ตั้งแต่เมื่อครู่นี้หลัวเวยไม่ได้แตะกิ่งไม้วาดตารางเลย ซึ่งหมายความว่านางไม่รู้จักวิธีคิดแบบตารางกากบาท
วิธีคิดแบบตารางกากบาทคือวิธีที่ง่ายที่สุดในการคำนวณผลลัพธ์ของการคูณ จำต้องใช้ปากกาลากเส้นแนวตั้งและแนวนอนลงบนกระดาษให้เกิดเป็นช่องตารางจำนวนมาก จากนั้นจึงหาผลลัพธ์การคูณโดยวิธีนับจุดตัดของเส้นตามช่องตาราง
แม้แต่วิธีคิดแบบตารางกากบาทยังไม่รู้ สามัญชนต่ำต้อย คราวนี้ข้าจะดูให้เห็นว่าเจ้าจะแสร้งทำเป็นอย่างไรอีกได้!
เวยหน่าคิดอย่างมุ่งร้ายเต็มที่