“ซิ่วไฉลู่?”
ชิวหมิงจู้เห็นว่าเป็นลู่เฟิงเหนียนก็มีสีหน้าฉงน “แต่เช้าป่านนี้ เจ้ามาหาข้าถึงนี่ทำไม?”
ลู่เฟิงเหนียนถามเสียงเบา “ท่านขายชิวชิงไป๋ให้บ้านไหนในอำเภอ?”
ชิวหมิงจู้เหลือบตามอง “ถามเรื่องนี้ไปทำไม เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?”
ลู่เฟิงเหนียนตอบเสียงเบา “ก่อนหน้านี้ข้ายืมของนางมาอย่างหนึ่ง ตั้งใจจะเอาไปคืน”
ดวงตาชิวหมิงจู้เป็นประกาย “เป็นเงินหรือ? ถ้าเป็นเงินก็เอามาคืนข้าโดยตรง ไม่ต้องไปถึงอำเภอหรอก”
ลู่เฟิงเหนียนส่ายหน้า “เป็นของที่ไม่มีราคา”
ชิวหมิงจู้เบ้ปาก “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องคืนแล้ว ตอนนี้ชิงไป๋ของข้าเป็นฮูหยินผู้มั่งคั่งในอำเภอ ของไร้ราคานางคงไม่เห็นค่าแล้ว”
ลู่เฟิงเหนียนเอ่ยต่อ “ของชิ้นนี้สำคัญต่อนางมาก ท่านลุงชิว บอกข้ามาเถิดว่าตอนนี้นางอยู่บ้านไหน?”
ชิวหมิงจู้กลอกตา “เจ้าเป็นแค่ซิ่วไฉคร่ำครึ เหตุใดถึงได้ดื้อดึงนัก? บอกแล้วว่าไม่ต้องคืน ยังจะมาคอยตื๊ออยู่ตรงนี้อีก”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็โบกมือไล่ “รีบไปเสีย อย่ามายืนเกะกะ ข้าจะนอน!”
ลู่เฟิงเหนียนเพิ่มเสียงขึ้นเล็กน้อย “ท่านลุงชิว วันนี้ข้าจะไปอำเภออยู่แล้ว หากท่านบอกว่าชิงไป๋ไปอยู่ที่ไหน ขากลับข้าจะซื้อสุรามาให้ท่านหนึ่งไห”
ดวงตาชิวหมิงจู้เป็นประกาย “จริงหรือ?”
ลู่เฟิงเหนียนพยักหน้า “ย่อมจริง”
ชิวหมิงจู้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกวาดตามองลู่เฟิงเหนียนตั้งแต่หัวจรดเท้า “บ้านเจ้าเริ่มกินถึงกับเปลือกข้าวแล้ว ยังมีเงินซื้อสุราให้ข้าอีกหรือ?
