เมื่อได้ยินคำพูดของลู่เฟิงเหนียน ชาวบ้านหมู่บ้านเม่าเอ๋อที่อยู่แถวนั้นก็พากันแยกย้ายหลบไปทันที
บางคนหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ บางคนหาที่กำบังกำแพงดิน บางคนก็ถอยห่างออกไปให้มากที่สุด
ลู่เฟิงเหนียนรอลู่เฟิงเหนียนรอไม่นานนัก จ้าวเถี่ยกับจ้าวถงก็กลับมาอย่างที่คาด ทั้งคู่ถือคันธนูล่าสัตว์มาคนละคัน
จ้าวกังก็มาด้วย แถมยังเรียกจ้าวเทียนหมิงผู้เป็นบิดามาด้วย
แม้จ้าวเทียนหมิงจะอายุห้าสิบกว่าแล้ว แต่ร่างกายยังแข็งแรง ก้าวย่างองอาจน่าเกรงขาม
เมื่อบุตรชายทั้งสามล้อมอยู่ตรงกลาง ก็ยิ่งดูมีอำนาจบารมี
บ้านสกุลจ้าวมีคนมาก ทั้งยังแข็งแรงกำยำทุกคน ประกอบกับปกติทำตัวกร่างเถื่อน ในหมู่บ้านเม่าเอ๋อจึงไม่มีใครกล้าหาเรื่อง
เวลานี้คนบ้านสกุลจ้าวแทบยกกันมาทั้งหมด ทุกคนสะพายธนูและลูกศร
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบบ้านสกุลลู่ก็อดถอยหลังไปอีกหน่อยไม่ได้
ตอนนี้จ้าวกังเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งแล้ว ในมือยังถือธนูพร้อมลูกศรอีกด้วย
พ่อลูกทั้งสี่หยุดอยู่หน้าบ้านสกุลลู่ ห่างออกไปราว 40 ก้าว
จ้าวเทียนหมิงมองลู่เฟิงเหนียนแล้วตวาดอย่างเดือดดาลว่า “ไอ้เด็กบ้านสกุลลู่ ก่อนหน้านี้เห็นว่าเจ้าเป็นบัณฑิต พวกเราบ้านสกุลจ้าวถึงได้ไว้หน้าเจ้าอยู่หลายส่วน
ใครจะคิดว่าเจ้ายิ่งได้คืบจะเอาศอก
สอบมาตั้งห้าครั้ง ยังสอบเป็นซิ่วไฉไม่ได้ เป็นแค่บัณฑิตยากจนที่ไร้ความสามารถแท้ ๆ กลับกล้าเอาธนูมาโอ้อวดต่อหน้าบ้านสกุลจ้าวของเรา? เจ้าไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือ?”
ลู่เฟิงเหนียนค่อย ๆ ลุกขึ้น สายตากวาดผ่านคนบ้านสกุลลู่ทั้งสี่ช้า ๆ “ยกพวกมามากมายเช่นนี้ ดูท่าพวกเจ้าคงไม่ได้มาเจรจาด้วยเหตุผล”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็หยิบคันธนูล่าสัตว์ขึ้นมา สีหน้าเผยแววดูแคลน “วิชายิงธนูของบ้านสกุลจ้าวพวกเจ้าเก่งนักหรือ? ถ้าเช่นนั้นมาประลองกันสักหน่อยดีหรือไม่?”
“โอหัง!”
“รนหาที่อับอาย!”
“ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!”
…………
พ่อลูกบ้านสกุลจ้าวต่างตะโกนขึ้นแทบพร้อมกัน แต่ละคนมีสีหน้าโกรธจัด
