หลิ่วอวิ๋นเจวียนเองก็ตื่นเต้นยินดีจนแทบไม่อยากเชื่อ นางขยี้ตาแรง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้ตาฝาด ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดีว่า “เฟิงเหนียนลูกแม่ล่าสัตว์กลับมาได้จริง ๆ!”
ลู่เฟิงเหนียนรีบเอ่ยเตือน “ท่านแม่ เสี่ยวอวี่ เบาเสียงหน่อย”
หลิ่วอวิ๋นเจวียนกับลู่เสี่ยวอวี่ได้สติ จึงรีบลดเสียงลง
ในยุคนี้ ชาวบ้านหมู่บ้านเม่าเอ๋อส่วนใหญ่แทบไม่ได้กินเนื้อตลอดทั้งปี หากรู้ว่าบ้านสกุลลู่ล่าอีเห็นมาได้ ไม่แน่ว่าพวกเขาคงพากันกรูมาถึงที่นี่
แม้คงไม่ถึงขั้นแย่งชิงกัน แต่หากบ้านที่สนิทกันเอ่ยปากขอแบ่งน้ำแกงสักถ้วย ก็คงปฏิเสธได้ยากเช่นกัน
“เฟิงเหนียน นี่อีเห็นใช่หรือไม่?”
หลิ่วอวิ๋นเจวียนย่อตัวลง ถามเสียงเบา
ลู่เฟิงเหนียนพยักหน้า “ท่านแม่พูดถูกแล้ว นี่คืออีเห็น”
กล่าวจบ เขาก็หันไปบอกลู่เสี่ยวอวี่ว่า “เสี่ยวอวี่ แก้มัดฟ่อนหญ้าอีกมัดด้วย”
“ยังมีอีกหรือ?”
ลู่เสี่ยวอวี่กะพริบตาปริบ ๆ เวลานี้แววชื่นชมปรากฏขึ้นในดวงตาที่มองลู่เฟิงเหนียน
ลู่เฟิงเหนียนยิ้มบาง “เปิดดูแล้วก็รู้เอง”
เมื่ออีเห็นตัวที่สองปรากฏตรงหน้า สองแม่ลูกหลิ่วอวิ๋นเจวียนกับลู่เสี่ยวอวี่ก็ยินดีจนใจเบิกบาน
หลังจากดีใจแล้ว หลิ่วอวิ๋นเจวียนก็เอ่ยเสียงเบาว่า “เฟิงเหนียน แม่เคยได้ยินคนในหมู่บ้านพูดว่าอีเห็นเป็นของป่าขึ้นชื่อ ขายได้เงินไม่น้อย
พรุ่งนี้เจ้าไปอำเภอกับเสี่ยวอวี่ เอาพวกมันไปขายให้หมด
ไม่แน่ว่าเงินที่ได้อาจพอจ่ายภาษีรายหัว เสี่ยวอวี่ก็จะได้ไม่ต้องแต่งกับหวังเป๋”
ลู่เสี่ยวอวี่รับคำเสียงใส “พรุ่งนี้เช้าตรู่ข้าจะไปอำเภอกับพี่ใหญ่ ต้องขายได้ราคาดีแน่”
