ชายหน้าตาแดงก่ำผู้นั้นคือชิวหมิงจู้ บิดาของชิวชิงไป๋
สองพ่อลูกตระกูลชิวเห็นสภาพของลู่เฟิงเหนียนแล้วต่างก็อดตกใจไม่ได้
“ซิ่วไฉใหญ่ลู่ ไปตัดฟืนหญ้ามาหรือ?”
ชิวหมิงจู้กวาดตามองลู่เฟิงเหนียนตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะมองคันธนูล่าสัตว์ที่ห้อยอยู่บนหาบฟืนหญ้า สีหน้าเต็มไปด้วยความฉงน
ลู่เฟิงเหนียนพยักหน้าส่ง ๆ แล้วหันไปมองชิวชิงไป๋
วันนี้ชิวชิงไป๋ไม่ได้สวมเสื้อผ้าเก่ามอมแมมอีกแล้ว นางสวมชุดผ้าแดงสีมงคล ผมดำขลับเกล้าไว้อย่างเรียบร้อย ทั้งยังปักปิ่นมุกเป็นรูปผีเสื้อไว้บนศีรษะ
เห็นนางแต่งกายเช่นนี้ ลู่เฟิงเหนียนก็เข้าใจทันที ชิวชิงไป๋กำลังจะไปอำเภอเพื่อเป็นอนุภรรยาของครอบครัวเศรษฐี
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของลู่เฟิงเหนียน ใบหน้างามของชิวชิงไป๋ก็แดงระเรื่ออย่างอดไม่ได้
ลู่เฟิงเหนียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่า “ป่านนี้แล้วค่อยไปอำเภอ จะไม่สายไปหน่อยหรือ? ระหว่างทางเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย”
ชิวชิงไป๋กระแอมเบา ๆ “พอเดินพ้นทางเล็กหน้าหมู่บ้านไปถึงถนนหลวง ก็มีรถม้ารอข้าอยู่”
กล่าวถึงตรงนี้ นางขยับกายเล็กน้อยแล้วถามยิ้ม ๆ ว่า “ลู่เฟิงเหนียน วันนี้ข้าดูดีหรือไม่?”
ลู่เฟิงเหนียนนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า “ดูดี”
ชิวหมิงจู้รู้สึกฉงนอยู่บ้าง เหตุใดลู่เฟิงเหนียนกับบุตรสาวของตนจึงดูสนิทสนมกันนัก
ยิ่งไปกว่านั้น บทสนทนาของทั้งสองยังเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ
เขาจึงกระแอมเบา ๆ “ชิงไป๋ ไปกันเถอะ อย่าให้คนอื่นรอนาน”
ชิวชิงไป๋ลังเลเล็กน้อย “ท่านพ่อ ไปรอข้างหน้าก่อนเถิด ข้ามีเรื่องจะพูดกับลู่เฟิงเหนียนสองสามคำ”
