วันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่สาง
ลู่เฟิงเหนียนสะพายคันธนูยาว พกเชือกป่าน แล้วผูกดาบสั้นไว้กับตัว ก่อนเปิดประตูเดินออกไปยังลานบ้าน
คาดไม่ถึงว่าในครัวจะมีแสงไฟส่องอยู่
เสียงเอี๊ยดดังขึ้น ประตูครัวเปิดออก ลู่เสี่ยวอวี่รีบเดินออกมาจากด้านใน
“เสี่ยวอวี่ เหตุใดเจ้าถึงตื่นแต่เช้าเช่นนี้?” ลู่เฟิงเหนียนถามอย่างสงสัย
ผมของลู่เสี่ยวอวี่ยุ่งฟู นางหาวหวอดพลางตอบว่า “พี่ใหญ่ วันนี้ท่านจะเข้าไปล่าสัตว์ในป่าลึก จะปล่อยให้ท้องว่างได้อย่างไร ข้าจึงทำแผ่นแป้งไว้ให้หลายแผ่น”
ขณะพูด นางก็ยัดห่อผ้าผืนหนึ่งใส่อ้อมแขนของลู่เฟิงเหนียน
ข้างในห่อแผ่นแป้งไว้สองแผ่น ผสมผักป่าหั่นฝอยกับเปลือกธัญพืช ทั้งยังอุ่นอยู่ไม่น้อย
“พี่ใหญ่ เอาน้ำเต้านี่ไปด้วย ระวังเวลาให้ดี ต้องกลับมาก่อนตะวันตกดินนะ” ลู่เสี่ยวอวี่ผูกน้ำเต้าไว้กับเอวของลู่เฟิงเหนียน
จากนั้นนางดึงมันเบา ๆ อีกสองสามครั้ง ตรวจดูจนแน่ใจว่าผูกแน่นดี ทั้งยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินของลู่เฟิงเหนียน
ลู่เฟิงเหนียนก้มมองเส้นผมของลู่เสี่ยวอวี่ที่แห้งเหลืองและพันกันเป็นปม เพราะขาดสารอาหารและไม่ได้หวีสางมานาน ในใจเขาได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “เสี่ยวอวี่ ตอนนี้ยังเช้าอยู่ รีบกลับไปนอนต่อเถิด”
ลู่เสี่ยวอวี่ขานรับเบา ๆ แล้วพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ข้าจะรอส่งพี่ใหญ่ออกไปก่อน แล้วค่อยกลับไปนอน”
ลู่เฟิงเหนียนไม่รั้งรออีกต่อไป เขาผลักประตูออกจากลานบ้าน หันกลับไปโบกมือให้ลู่เสี่ยวอวี่ซึ่งยืนพิงขอบประตู จากนั้นก้าวยาว ๆ หายเข้าไปในม่านราตรี
