ลู่เฟิงเหนียนพูดจบก็ปล่อยสายธนูในมือดังผึง
ลูกธนูไม้ไผ่พุ่งออกไปตามเสียงสายธนู ปักลงบนกองฟืนตรงมุมกำแพง
ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย มันปักเข้ากลางท่อนฟืนท่อนที่สิบสามเมื่อนับจากซ้าย และทะลุท่อนไม้ซึ่งหนาเท่าท่อนแขนผู้ใหญ่ไปทันที
หลิ่วอวิ๋นเจวียนกับลู่เสี่ยวอวี่ต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
เรื่องยังไม่จบ ลู่เฟิงเหนียนเอ่ยต่อว่า “ท่อนที่สิบสองกับท่อนที่สิบแปดเมื่อนับจากขวา”
สิ้นเสียง เขาก็ยิงธนูออกไปติดกันสองดอก ดังปุ ๆ ท่อนไม้ที่เขาระบุไว้ถูกยิงทะลุทีละท่อน
หากครั้งเดียวอาจเป็นเพราะโชคช่วย แต่ทำได้ติดกันถึงสามครั้ง ย่อมเป็นฝีมืออย่างแท้จริง
หลิ่วอวิ๋นเจวียนกับลู่เสี่ยวอวี่ยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น มองลู่เฟิงเหนียนด้วยแววตาเหลือเชื่อ
กระทั่งลู่เฟิงเหนียนเก็บลูกธนูกลับมา ทั้งสองจึงได้สติ
“เฟิงเหนียน แม่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเจ้าก็ยิงธนูเป็น แถมยังแม่นถึงเพียงนี้”
หลิ่วอวิ๋นเจวียนขยี้ตา คิดว่าตนคงตาฝ้าฟางเสียแล้ว
ลู่เสี่ยวอวี่หยิกแก้มเนียนนุ่มของตนเอง พอรู้สึกเจ็บจึงมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
นางรีบวิ่งไปข้างกายลู่เฟิงเหนียน ดวงตาคู่สวยกะพริบวาว “พี่ใหญ่ ท่านไปเรียนวิชายิงธนูที่เก่งกาจเช่นนี้มาจากผู้ใดหรือ?”
ลู่เฟิงเหนียนยิ้มบาง ๆ “เจ้าไม่รู้หรือว่าใต้หล้านี้มีสิ่งที่เรียกว่าอัจฉริยะ?
ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าตนเองมีพรสวรรค์ด้านการอ่านหนังสือ แต่กลับไม่รู้ว่าที่แท้ข้าเป็นอัจฉริยะด้านการยิงธนู
เพียงจับคันธนู ก็เข้าใจได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ใดสอน รู้ว่าควรยิงอย่างไร”
สองแม่ลูกหลิ่วอวิ๋นเจวียนกับลู่เสี่ยวอวี่สบตากัน แม้ในใจจะเต็มไปด้วยข้อกังขา แต่ดูเหมือนนอกจากคำอธิบายนี้แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่สมเหตุสมผลไปกว่านี้
