ยามสนธยา ฟ้าเริ่มมืดสลัว
ลู่เฟิงเหนียนแบกฟ่อนหญ้าคาเดินมาถึงปากหมู่บ้าน
เดิมทีเขาตั้งใจจะแอบเข้าหมู่บ้านเงียบ ๆ
ไม่คาดคิดว่าใต้ต้นหลิวเก่าแก่ตรงปากหมู่บ้าน จะมีสามคนที่เขาไม่อยากพบหน้าที่สุดนั่งอยู่ ได้แก่ ป้าหม่า พี่หลิว และท่านป้าจาง
ทั้งสามเป็นหญิงปากมากชื่อดังของหมู่บ้านเม่าเอ๋อ
ตามปกติพอรวมกลุ่มกัน ก็เอาแต่พูดเรื่องบ้านโน้นบ้านนี้ไม่รู้จักจบ
ยังดีที่ตอนนี้หญิงทั้งสามกำลังนั่งคุยกันอย่างออกรส จึงไม่ทันเห็นลู่เฟิงเหนียน
ลู่เฟิงเหนียนจึงก้มหน้าลงเล็กน้อย ยกฟ่อนหญ้าคาขึ้นบังใบหน้า แล้วค่อย ๆ เดินเข้าหมู่บ้าน
“ป้าหม่า บ้านท่านอยู่ใกล้บ้านสกุลลู่ที่สุด ซิ่วไฉใหญ่บ้านสกุลลู่ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง กินข้าวหรือยัง?” พี่หลิวซึ่งมีใบหน้ากลมโตขยับเข้าไปใกล้ป้าหม่า แล้วถามเสียงเบา
ป้าหม่าที่กำลังเย็บพื้นรองเท้าส่ายหน้า “คงยังหรอก ซิ่วไฉใหญ่ลู่รักหน้าตานัก
แม่หนูบ้านสกุลหลี่จะไปเป็นสะใภ้บ้านอื่น เรื่องนี้คงต้องใช้เวลาสิบวันครึ่งเดือนกว่าเขาจะทำใจได้”
ท่านป้าจางที่หลังค่อมเล็กน้อยรับคำ “คำโบราณว่าไว้ดีแล้ว บัณฑิตไร้ประโยชน์สิ้นดี
ปกติเห็นวางท่าโอหัง สวมเสื้อคลุมยาวตัวสั้น เดินเชิดคางราวกับมองฟ้า เห็นใครก็คิดว่าตนสูงส่งกว่าคนอื่น
สุดท้ายแม้แต่เมียตัวเองยังรักษาไว้ไม่ได้
ซิ่วไฉใหญ่ลู่เจอเรื่องเช่นนี้ก็สมควรแล้ว”
ป้าหม่าลดเสียงลง “ข้าได้ยินเรื่องหนึ่งมา แม่หนูบ้านสกุลลู่คนนั้นหมั้นหมายแล้ว กำลังจะแต่งกับหวังเป๋แห่งหมู่บ้านข้าง ๆ”
“เป็นไปไม่ได้กระมัง?”
พี่หลิวรีบรับคำ “หวังเป๋อายุมากพอจะเป็นพ่อของแม่หนูบ้านสกุลลู่ได้แล้ว”
