ลู่เฟิงเหนียนออกจากโรงหมอแล้ว ก็หมดอารมณ์จะเดินเล่นต่อ
เขากลับไปยังค่ายใหญ่ของกองทัพเจิ้นซีทันที แล้วเรียกสยงชีกับลู่หยางมา
เขาไม่อ้อมค้อม เอ่ยถามตรง ๆ ว่า “หากข้าต้องการย้ายคนจากกองทัพอื่นมาอยู่ใต้บังคับบัญชา ต้องดำเนินขั้นตอนใดบ้าง?”
สยงชีตอบเสียงขรึม “ถ้าเป็นการย้ายภายในกองทัพเจิ้นซีของเรา ขั้นตอนจะไม่ยุ่งยากนัก
แต่หากย้ายข้ามกองทัพ ขั้นตอนก็จะซับซ้อนกว่าเดิม
อันดับแรก ต้องมีคำสั่งจากผู้ใหญ่ หรือไม่ก็เจ้าตัวยื่นคำร้องให้เจ้านายโดยตรงรายงานเหตุผลขึ้นไป
จากนั้นแม่ทัพใหญ่ให้ความเห็นชอบ ออกหนังสือคำสั่ง และจัดทำบัญชีเพื่อตัดชื่อออก
เมื่อไปถึงกองทัพที่รับตัว ก็ต้องส่งเอกสารให้ตรวจสอบ เรียกชื่อขึ้นทะเบียน แล้วจัดเข้าหน่วยสิบคน แม่ทัพใหญ่ของกองทัพใหม่จะออกหนังสือตอบกลับ ส่งคืนไปยังค่ายเดิมเพื่อแก้ไขทะเบียนทหาร
ท้ายที่สุด ต้องแก้ไขทั้งแฟ้มประวัติและบัญชีเสบียงกับเบี้ยหวัด ต่อไปเบี้ยหวัดและความดีความชอบทางทหารจะรายงานผ่านค่ายใหม่
กว่าจะดำเนินการครบทุกขั้น อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาราวหนึ่งเดือน”
ลู่เฟิงเหนียนขมวดคิ้ว “หากทำตามขั้นตอนปกติ เกรงว่าคนผู้นั้นคงย้ายมาไม่ได้ พวกเจ้าช่วยคิดหาวิธีอื่นให้ข้าที”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็เสริมขึ้นอีกประโยค “ตอนนี้อยู่ในช่วงสงคราม หลายเรื่องสามารถจัดการเป็นกรณีพิเศษได้
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าก็รู้ว่าทุกวันนี้ ในกองทัพต้าชิ่งของเรามีสักกี่คนที่ทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด?”
ลู่หยางยิ้มบาง ๆ “ใต้เท้าพูดถูกแล้ว ขอเพียงเงินถึง เรื่องอะไรก็จัดการได้ทั้งนั้น
