ลู่เฟิงเหนียนรอจนทุกคนสงบอารมณ์ลงเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสียงขรึมว่า “ข้าไม่กลัวว่าพวกเจ้าจะแพร่งพรายเรื่องที่ข้าถ่ายทอดเคล็ดวิชาวิถียุทธ์ให้
แต่ข้าก็ไม่อยากให้คนนอกล่วงรู้เช่นกัน
หากผู้ใดกล้าเปิดเผยเรื่องนี้ เมื่อข้าสืบพบ ข้าจะสังหารมันทันที!”
เมื่อได้ยินถ้อยคำเย็นเยียบ ทุกคนก็เก็บรอยยินดีบนใบหน้า สีหน้าเคร่งขรึมขึ้น
ลู่เฟิงเหนียนกล่าวต่อว่า “หลักการที่ว่าหยกมีค่าก็ย่อมนำภัยมาให้ เจ้าคงเข้าใจกันดี
ก่อนที่พวกเจ้าจะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นฟ้ากำเนิด หากเรื่องที่พวกเจ้าฝึกเคล็ดวิชาวิถียุทธ์แพร่งพรายออกไป พวกเจ้าจะต้องตกเป็นเป้าหมายของผู้คนมากมายอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะเป็นศัตรูหรือมิตร ล้วนคิดหมายปองเคล็ดวิชานี้
ถึงตอนนั้น ไม่แน่ว่าอาจนำภัยถึงชีวิตมาให้”
สยงชีเอ่ยเสียงอู้อี้ว่า “ผู้ใดแพร่งพรายเรื่องนี้ มันก็คือคนโง่ เป็นศัตรูร่วมกันของพวกเรา ต่อให้ใต้เท้าไม่ลงโทษ พวกเราก็ไม่ยอมปล่อยมันไว้แน่”
คนอื่น ๆ ต่างพากันส่งเสียงสนับสนุน
“มีแต่หมาโง่เท่านั้นแหละที่จะเอาเรื่องนี้ไปพูด!”
“ใครแพร่งพรายเรื่องนี้ คนนั้นก็เป็นลูกหลานเต่าทรยศ!”
“ใต้เท้า โปรดวางใจ พวกเราจะปิดปากให้สนิท!”
……
เมื่อเสียงในลานค่อย ๆ เบาลง ลู่เฟิงเหนียนก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “แต่พวกเจ้าอย่าเพิ่งดีใจไป
การจะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นฟ้ากำเนิดนั้น ไม่ใช่ว่ามีเคล็ดวิชาของผู้ฝึกยุทธ์แล้วจะทำสำเร็จได้แน่นอน
หากไร้พรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ ต่อให้มีเคล็ดวิชายุทธ์ ก็ไม่อาจกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นฟ้ากำเนิดได้
อีกทั้งการฝึกวิถียุทธ์ นอกจากต้องฝึกหนักทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน วันแล้ววันเล่า ยังต้องอาศัยทรัพยากรสำหรับฝึกยุทธ์ด้วย
