เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ลู่หยาง จางเสี่ยวซาน และหยางต้าซู่ต่างเงียบงันลง
ตงป๋อแค่นเสียงเบา ๆ “อยากได้ของบนตัวลู่เฟิงเหนียนจนแทบทนไม่ไหว แต่กลับไม่อยากลงแรงให้มากกว่านี้ บนโลกนี้มีเรื่องดีเช่นนั้นเสียที่ไหน?
ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าคิดอีกสามสิบลมหายใจ หากยังตัดสินใจไม่ได้ ข้าก็จะกลับไปนอนก่อนแล้ว”
ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากด้านหลังพวกเขา “ในเมื่อพวกเจ้าตัดสินใจไม่ได้ ข้าจะช่วยตัดสินใจให้เอง”
ตงป๋อกับพวกอีกสามคนสะดุ้งโหยง รีบหันกลับไป
เห็นลู่เฟิงเหนียนมายืนอยู่ด้านหลังพวกเขาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
เขาไพล่สองมือไว้ด้านหลัง ยืนอยู่ใต้แสงจันทร์ รูปร่างสูงตระหง่านดุจต้นสน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“ลู่เฟิงเหนียน เจ้าไม่ได้หลับไปแล้วหรือ?” ตงป๋อมีสภาพจิตใจมั่นคงกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นคนแรกที่ได้สติ
ลู่เฟิงเหนียนส่ายหน้า “พวกเจ้าคุยกันเสียงดังปานนี้ ต่อให้ข้าหลับอยู่ก็ยังถูกปลุกจนตื่น”
ลู่หยางรีบถาม “เจ้าได้ยินอะไรบ้าง?”
รอยยิ้มของลู่เฟิงเหนียนไม่จางลง “เรื่องที่ควรได้ยิน เรื่องที่ไม่ควรได้ยิน ข้าได้ยินหมดแล้ว”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาตบดาบกวาดสารทที่เอวเบา ๆ “อยากได้ของบนตัวข้า ก็ต้องดูว่าพวกเจ้ามีความสามารถพอหรือไม่
อย่าลังเลอีกเลย รีบลงมือ เข้ามาพร้อมกัน!”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของทั้งสี่พลันเปลี่ยนไป
จากนั้น แววตาตงป๋อพลันเย็นเยียบ เขาเอ่ยเสียงเย็นชา “ลงมือ!”
ลู่หยาง จางเสี่ยวซาน และหยางต้าซู่เตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว พอได้รับคำสั่งก็พุ่งเข้าโจมตีลู่เฟิงเหนียนทันที
