มื้ออาหารจบลงอย่างรวดเร็ว
โจขวดลุกขึ้นยืน ปัดเศษอาหารบนมือ แล้วเดินไปยืนตรงประตูมองท้องฟ้า
ทางทิศตะวันออกเริ่มสางเป็นสีขาว หมอกยามเช้าไหลเวียนอยู่ระหว่างหุบเขา ไกลออกไปพอมองเห็นเค้าโครงกำแพงเมืองเซงก๋าได้ราง ๆ
“ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว” โจขวดหันกลับมากล่าว “ท่านพ่อ พี่ใหญ่ เก็บของกันเถอะ รีบออกเดินทางเสียก่อนหมอกจะจาง พอหมอกจางแล้วคนบนทางก็จะมากขึ้น ไม่ปลอดภัย”
โจโฉไม่พูดอะไร วางชามลงแล้วลุกขึ้นยืน ขยับเอวและหลังที่ปวดเมื่อยเล็กน้อย
หลังพักเมื่อคืน ขาของเขาดีขึ้นมาก แม้จะยังปวดเมื่อยอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยก็ยืนได้อย่างมั่นคงแล้ว
โจอั่งเก็บสัมภาระทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว และนำไปบรรทุกไว้บนหลังม้า
ม้าศึกสามตัวรออยู่ตรงประตูเรือน ในจำนวนนี้มีม้าตัวใหญ่สีดำสนิทตัวหนึ่งโดดเด่นสะดุดตา สูงกว่าอีกสองตัวอยู่ช่วงหัวหนึ่ง ขนสีดำเป็นมันเงาทั่วตัวสะท้อนแสงยามเช้า
เมื่อโจโฉเห็นม้าตัวนั้นก็ชะงักไปชั่วขณะ “นี่คือ...”
“ข้าเตรียมไว้ให้ท่านพ่อ” โจขวดตบคอม้าดำเบา ๆ “ม้าเหยียบหิมะเมฆดำ ฝีเท้าเร็ว อึดทน วิ่งได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ต้องพัก ยังแข็งแรงกว่าม้าที่ข้าขี่เสียอีก
ช่วงนี้ท่านพ่อยังต้องเดินทางไกล ขี่ตัวนี้จะช่วยผ่อนแรงได้”
โจโฉเดินเข้าไปหา ยื่นมือไปลูบแผงคอม้าดำ
ม้าตัวนั้นก้มศีรษะลงอย่างเชื่อง แล้วใช้จมูกถูไถฝ่ามือเขา ขนของมันลื่นนุ่มราวกับแพรต่วน
โจโฉลูบแผงคอม้าเงียบ ๆ นิ้วมือค่อย ๆ กำแน่นขึ้นเล็กน้อย
“เอาละ ๆ” เขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย “อย่ามัวชักช้า ออกเดินทางกันเถอะ”
เขาพลิกตัวขึ้นขี่ม้าดำอย่างคล่องแคล่ว แม้ขายังปวดเมื่อยอยู่ แต่ท่วงท่าบนหลังม้าก็ยังสงบนิ่งมั่นคง
