ราตรี ณ นอกเมืองฉางอาน
เล่าจินนำทหารม้าฝีมือดีห้าร้อยนาย ซุ่มซ่อนอยู่ในคฤหาสน์ร้างแห่งหนึ่ง ห่างจากเมืองออกไปห้าลี้ เป็นเวลาสามวันแล้ว
ตลอดสามวันนี้ เขาปลอมกายเป็นสามัญชนเข้าเมืองสองครั้ง จนสืบเส้นทางถนนภายในเมืองฉางอาน ตำแหน่งของคุกใหญ่ และกฎการผลัดเวรยามได้เกือบครบถ้วน
วันแรกเขาสืบเส้นทางจากตลาดตะวันออกไปยังคุกใหญ่ วันที่สองสืบเวลาผลัดเวรยาม ส่วนวันที่สาม เขายืนอยู่หลังหน้าต่างชั้นสองของโรงสุราแห่งหนึ่งในตลาดตะวันตก เฝ้ามองประตูข้างบนกำแพงหลังของคุกใหญ่จากอีกฟากถนนอยู่ตลอดบ่าย
ประตูข้างบานนั้นทำจากไม้ หุ้มด้วยแผ่นเหล็ก กุญแจก็เป็นเหล็ก ทว่าหมุดยึดบานพับหลวมไปตัวหนึ่งแล้ว
หากดันจากด้านนอก ตรงบานพับจะเผยช่องกว้างครึ่งนิ้ว ใช้ปลายดาบงัดเพียงเล็กน้อยก็เปิดออกได้
เขาจดจำรายละเอียดเหล่านี้ไว้ แล้วเดินทางกลับไปยังคฤหาสน์ร้างนอกเมือง
คืนวันที่สี่ เล่าจินลงมือ
สายลมยามราตรีช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงเย็นยะเยือก พัดให้คบเพลิงบนกำแพงเมืองโบกสะบัดส่งเสียงพรึ่บพรับ
เล่าจินนำทหารเอกยี่สิบนายเปลี่ยนเป็นชุดดำ ออกจากคฤหาสน์ร้าง ลัดเลาะไปตามคลองแห้งจนถึงเชิงกำแพงเมือง
ทหารรักษาการณ์บนกำแพงกำลังผลัดเวรกันพอดี เวรใหม่ยังมาไม่ถึง ส่วนเวรเก่าเพิ่งลงไป จึงมีช่องว่างราวหนึ่งจอกชา
เล่าจินไม่ลังเล เหวี่ยงเชือกที่ติดตะขอขึ้นไปบนกำแพง แล้วปีนขึ้นไปเป็นคนแรก
ตอนข้ามกำแพงเขาเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา ยามลงพื้นก็ให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นก่อน แทบไม่เกิดเสียงใด
ทหารเอกยี่สิบนายที่ตามหลังก็ปีนข้ามมาอย่างคล่องแคล่วเช่นกัน ไม่มีใครพูดพร่ำแม้สักคำ
คนกลุ่มนั้นเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไปตามเงามืดข้างกำแพง อ้อมปากตลาดตะวันออก แล้วเลี้ยวเข้าสู่ตรอกแคบสายหนึ่ง
ปลายตรอกแคบคือกำแพงหลังของคุกใหญ่
ประตูข้างบนกำแพงหลังนั้นเหมือนกับที่เขาสังเกตเห็นในตอนกลางวัน หมุดยึดบานพับหลวมไปตัวหนึ่งจริง ๆ
เล่าจินใช้ปลายดาบสอดงัดช่องประตู บิดข้อมือเพียงครั้งเดียว กลอนประตูก็หลุดออกดัง “แกร๊ก”
