ผู้ชายที่อยู่ไม่ไกลจากพวกเธอ สูงจากที่กะด้วยสายตาน่าจะเกิน 180 เซนติเมตร เขาสวมแค่เสื้อยืดสีดำเรียบ ๆ กับกางเกงขายาวสีเทา แต่กลับใส่ออกมาได้ราวกับกำลังเดินแบบอยู่บนเวที
กล้ามเนื้อบนท่อนแขนเป็นเส้นบาง ๆ เรียบสวย ดูเพรียวบางแต่เปี่ยมพละกำลัง
ผิวที่เผยออกมาขาวจนแทบแสบตา ยิ่งอยู่ใต้แสงไฟก็ยิ่งดูราวกับเครื่องลายครามชั้นดี
แต่สิ่งที่ทำให้ละสายตาไม่ได้ที่สุดก็ยังเป็นใบหน้านั้น
ใบหน้าของเขาหล่อเหลาเย็นชาและประณีตงดงามราวกับภาพวาดหมึกจีน
โหนกคิ้วมีมิติแต่ไม่โดดเด่นเกินไป สันจมูกโด่ง ริมฝีปากได้รูปชัดเจน สีชมพูอ่อนราวกับแต้มสีของน้ำท้อไว้บาง ๆ
เขาก้มตาเลือกมะเขือเทศ ขนตาหนาและยาวทอดเงาเป็นรูปพัดเล็ก ๆ ลงบนเปลือกตา
เขายืนนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้น ไม่เข้ากับเสียงอึกทึกโดยรอบแม้แต่น้อย ราวกับภาพนิ่งจากหนังที่ถูกแปะลงในภาพถ่ายชีวิตประจำวันอันวุ่นวายโดยไม่ตั้งใจ
ไฉ่หมิ่นกับหลินเหยียนมองจนตาค้าง ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ กว่าร่างสูงโปร่งจะหายไปจากสายตา พวกเธอถึงค่อยได้สติกลับคืนมา
หลินเหยียนร้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน สีหน้าทั้งตื่นเต้นทั้งเสียดาย พลางตบแก้มตัวเองด้วยสองมือ “โธ่เอ๊ย ลืมถ่ายรูปไปเลย! ถ้าเอาไปลงเน็ต รับรองดังแน่!”
“...จริงด้วย” ไฉ่หมิ่นพยักหน้าเห็นด้วย ในหัวมีแต่ภาพใบหน้านั้นวนเวียนไม่หยุด
คำว่า ‘หล่อจนตะลึง’ เมื่อก่อนเธอคิดว่าเป็นแค่คำชมเว่อร์ ๆ ในอินเทอร์เน็ต ตอนนี้ถึงได้รู้ว่ามีคนที่คู่ควรกับคำนี้จริง ๆ
หลินชิงอวี่รู้ตัวว่ามีสายตาคนรอบข้างมองมา
ทั้งสายตาที่จ้องตรง ๆ สายตาที่แอบมอง และสายตาของคนที่คิดว่าตัวเองปกปิดได้แนบเนียน แต่ที่จริงเห็นชัดแจ๋ว เขาชินกับมันมานานแล้ว
เขาไม่ได้ใส่ใจ แต่ก็ไม่ได้ชอบนัก
เขาเข็นรถเข็นเลี้ยวผ่านชั้นวางสินค้า หางตาเหลือบเห็นใครบางคนยกโทรศัพท์ขึ้นมา เลนส์หันมาทางเขาพอดี
คิ้วสวยทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันเล็กน้อย จากนั้นเขาก็หยิบหน้ากากอนามัยจากกระเป๋ามาสวม
หน้ากากสีดำปิดบังใบหน้าไปเกือบครึ่ง เหลือเพียงดวงตาหงส์สีอำพันที่มีหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อย ดูเย็นชาและห่างเหิน
หลังซื้อของเสร็จ เขาถือถุงใส่ของเดินออกจากซูเปอร์มาร์เก็ต
พอเดินผ่านร้านชานมข้าง ๆ เขาก็ชะงักฝีเท้า
เขานึกขึ้นได้ว่าเวินจือเซี่ยชอบชีสพวงองุ่นของร้านนี้มาก ทุกครั้งที่มาบ้านเขาแทบจะซื้อมาแก้วหนึ่งเสมอ
เขาไม่ได้คิดอะไรต่อ ผลักประตูเข้าไปสั่งชานมให้ตัวเองแก้วหนึ่ง ระหว่างรอเรียกคิวก็พิงกำแพง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไล่ดูข้อความ
“สวัสดีคะ เอ่อ...ขอแอดวีแชตได้ไหมคะ?”
เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นข้างตัว น้ำเสียงฟังออกว่าประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ปลายเสียงสั่นน้อย ๆ
หลินชิงอวี่เงยหน้าขึ้น
หญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า มือกำโทรศัพท์แน่น ใบหน้าแดงระเรื่อ ดูท่าคงรวบรวมความกล้าอยู่นานกว่าจะเดินเข้ามาหาเขา
เขาสวมหน้ากาก ดวงตาหงส์คู่นั้นงดงามแต่ห่างเหิน ม่านตาสีอำพันเปลี่ยนเป็นสีทองอ่อนใต้แสงแดด เขาปฏิเสธอย่างสุภาพว่า “ขอโทษนะครับ ไม่ค่อยสะดวก”
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ ขอโทษที่รบกวนนะคะ” หญิงสาวมองดวงตาคู่นั้น ถึงจะถูกปฏิเสธก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวังแม้แต่น้อย
ดวงตาคู่นั้นสวยเกินไป สวยจนแม้ถูกปฏิเสธก็ไม่รู้สึกอับอาย กลับมึนงงไปหมด คิดแค่ว่าได้พูดกับคนแบบนี้สักประโยคก็คุ้มแล้ว
ตอนที่ไฉ่หมิ่นกับหลินเหยียนถือถุงใส่ของเดินออกจากซูเปอร์มาร์เก็ต พวกเธอไม่คิดเลยว่าจะได้เจอหนุ่มหล่อคนนั้นอีกครั้ง
ทั้งคู่สบตากัน แววตาพลันเปล่งประกายด้วยความยินดีพร้อมกัน
คราวนี้หลินเหยียนไหวตัวทัน ยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพแอบไว้ทันที
ในภาพ ชายหนุ่มกำลังพิงกำแพงด้านนอกร้านชานม ก้มหน้ามองโทรศัพท์ หน้ากากสีดำปิดบังใบหน้าครึ่งล่าง เหลือให้เห็นเพียงหน้าผากกับดวงตาเย็นชาห่างเหิน
แสงแดดยามบ่ายสาดเฉียงลงบนตัวเขา ทอดเงายาวเหยียด ปกเสื้อยืดเผยให้เห็นไหปลาร้าส่วนหนึ่ง ทั้งตัวถูกโอบล้อมด้วยบรรยากาศสบาย ๆ แต่ห่างเหิน
หลินเหยียนมองรูปบนหน้าจอโทรศัพท์แล้วถอนหายใจอย่างเสียดาย “น่าเสียดายที่เขาใส่หน้ากาก มองไม่เห็นใบหน้าแล้ว”
ไฉ่หมิ่นขยับเข้ามาใกล้ ก้มมองรูปอยู่ครู่หนึ่ง
ต้องยอมรับว่า ต่อให้ใส่หน้ากาก ผู้ชายคนนี้ก็ยังโดดเด่นเกินคนทั่วไปอยู่ดี
“คนหล่อก็คือคนหล่อ ต่อให้ใส่หน้ากากก็ยังดึงดูดสายตาอยู่ดี” ไฉ่หมิ่นเอ่ยอย่างทอดถอนใจ
ทั้งคู่หันไปมองทางนั้นอย่างอาลัยอาวรณ์อีกสองสามครั้ง ก่อนจะถือถุงใส่ของหันหลังจากไป
หลินชิงอวี่กลับถึงบ้านแล้วแยกของที่ซื้อมาเก็บใส่ตู้เย็น
เขาผูกผ้ากันเปื้อน เปิดแอปสูตรอาหารในโทรศัพท์ แล้วเริ่มทำมื้อกลางวันตามขั้นตอน
ไข่ผัดมะเขือเทศกับมันฝรั่งเส้นผัดเปรี้ยวเผ็ด เป็นอาหารบ้าน ๆ ที่ทำง่ายที่สุดสองอย่าง
เขาทำตามขั้นตอนอย่างไม่เร่งรีบ ทุกอย่างค่อนข้างราบรื่น
พอยกอาหารที่ทำเสร็จวางบนโต๊ะ หลินชิงอวี่มองอาหารฝีมือตัวเองแล้วรู้สึกภูมิใจเล็ก ๆ
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปบนโต๊ะอาหารสองรูป แล้วส่งให้เวินจือเซี่ย
【ดูสิ ฉันทำเอง เป็นไงบ้าง? (เท้าเอวอย่างภูมิใจ)】
เวินจือเซี่ยตอบกลับมาแทบจะทันที
【เซี่ยเซี่ย: เก่งจัง ดูน่ากินเลย (ยกนิ้วโป้ง) พรุ่งนี้ฉันไปหา แล้วทำให้ฉันลองชิมหน่อยนะ (ตั้งตารอ)】
【ปลาน้อยตัวหนึ่ง: ได้เลย (๑>ڡ<๑)】
หลินชิงอวี่ไม่รู้เลยว่า ในช่วงที่เขากินมื้อกลางวันอย่างเงียบ ๆ รูปของเขากำลังแพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์อย่างช้า ๆ
ตอนกลางคืน หลินเหยียนโพสต์รูปที่ถ่ายไว้หน้าร้านชานมลงซิงคง ใส่เพลงบรรยากาศที่กำลังดังช่วงนี้ประกอบ ส่วนคำบรรยายมีแค่สี่คำว่า “บังเอิญเจอกันที่ซูเปอร์มาร์เก็ต”
หลังโพสต์เสร็จเธอก็ไปนอน พอตื่นเช้าวันต่อมาแล้วเปิดโทรศัพท์ จำนวนการแจ้งเตือนก็ทำเอาเธอตกใจ
ยอดถูกใจโพสต์นั้นทะลุหนึ่งแสนในชั่วข้ามคืน ส่วนช่องคอมเมนต์ก็เดือดพล่านไปหมดแล้ว
【พี่ชายหล่อมาก สูงขายาว มองแวบเดียวก็รู้ว่าหล่อ! สัดส่วนร่างกายแบบนี้มีอยู่จริงเหรอเนี่ย?】
【ใส่หน้ากากก็ยังปิดความหล่อไม่มิด ฉันนึกภาพออกเลยว่าเขาต้องหน้าตาดีขนาดไหน โครงหน้าครึ่งบนขนาดนี้ ครึ่งล่างจะไปแย่ได้ยังไง?】
【คนนี้ฉันชอบจริง ๆ~ (น้ำลายไหล) ขอประวัติทั้งหมดของเขาภายในสามนาที ได้โปรดเถอะ...】
【บรรยากาศดีเกินไปแล้ว รักความรู้สึกแบบนี้สุด ๆ! แบบเย็นชา ห่างเหิน ไม่ค่อยสนใจใครน่ะ ใครเข้าใจบ้างทุกคน!】
เลื่อนดูคอมเมนต์ยอดนิยมลงมา นอกจากคำชมเต็มไปหมดแล้ว ก็ยังมีเสียงตั้งข้อสงสัยอยู่ไม่น้อย
【คนใส่หน้ากากก็เห็นดีแค่ครึ่งบนไม่ใช่เหรอ ให้เขาถอดหน้ากากดูสิ! สมัยนี้ยังมีตัวอย่างคนที่พอถอดหน้ากากแล้วเผยโฉมจริงให้เห็นไม่มากพออีกเหรอ?】
【ถ้าไม่เปิดหน้าเต็ม ๆ ก็นับว่าขี้เหร่หมดแหละ ฉันพูดตรงนี้เลย ถ้ามั่นใจว่าหน้าตาดีจริง ใครจะใส่หน้ากากกัน?】
【คนหล่อจริง ๆ ที่ไหนจะใส่หน้ากาก? ปิดบังเสียขนาดนี้ ดูก็รู้ว่าไม่มั่นใจหน้าครึ่งล่าง】
พอหลินเหยียนเลื่อนมาเจอคอมเมนต์พวกนี้ก็อดกลอกตาไม่ได้
เธอกดแป้นพิมพ์รัว ๆ ตอบกลับไปเป็นข้อความยาวเหยียด พร้อมความเสียดายปนภูมิใจทำนองว่า ‘พวกเธอไม่รู้หรอกว่าพลาดอะไรไป’
【เจ้าของโพสต์ตอบกลับ: หล่อจริงค่ะ ก่อนหน้านี้ฉันกับรูมเมตเห็นหน้าเต็ม ๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ต หล่อจนฟ้าดินยังอับอาย แต่ตอนนั้นฉันดันลืมถ่ายรูปไว้ พอออกจากซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วบังเอิญเจอกันอีกที หนุ่มหล่อก็ใส่หน้ากากแล้ว
แต่ถึงใส่หน้ากากก็ยังหล่อมากอยู่ดี! เหมือนอยู่คนละชั้นภาพกับคนอื่น แค่ยืนอยู่ตรงนั้น ทุกอย่างรอบตัวก็กลายเป็นฉากหลังไปหมด! เห็นมากับตา จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่พวกเธอเลย~】
หลังจากโพสต์คำตอบนี้ ช่องคอมเมนต์ก็เปิดประเด็นถกเถียงรอบใหม่
บางคนเลือกที่จะเชื่อ แล้วพากันต่อแถวคอมเมนต์ใต้คำตอบของหลินเหยียนว่า ‘ขอพิกัดที่เจอหน่อย’
บางคนก็ยังไม่เชื่อ บอกว่านี่เป็นแค่ข้ออ้างของเจ้าของโพสต์ คนในรูปส่วนใหญ่คงเป็นพวกที่หน้าครึ่งล่างพอเห็นแสงแล้วหมดสภาพ
หลินเหยียนไม่ได้ตอบอะไรอีก เธอขยับไปหาไฉ่หมิ่น แล้วยื่นหน้าจอโทรศัพท์ไปตรงหน้า “เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าจะดัง”
ไฉ่หมิ่นมองยอดถูกใจกับช่องคอมเมนต์ แล้วนึกถึงใบหน้าที่เห็นเมื่อวานในซูเปอร์มาร์เก็ต เงียบไปสองวินาทีก่อนจะให้ความเห็นอย่างตรงประเด็นว่า “ถ้าเขาเปิดหน้าเต็ม ๆ จริง ยอดถูกใจอาจไม่หยุดแค่แสนก็ได้”
หลินเหยียนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเต็มที่
