เมื่อข่าวหน่วยองครักษ์โลหิตของตระกูลชุยถูกกวาดล้างแพร่ไปถึงตระกูลขุนนางใหญ่ทั้งหลาย แต่ละแห่งต่างมีปฏิกิริยาไม่เหมือนกัน
ตระกูลเจิ้ง
เจิ้งป๋อเหยียนนั่งอยู่ในห้องหนังสือ เบื้องหน้ามีจดหมายลับฉบับหนึ่ง เขาพลิกอ่านไปมาแล้วถึงสามรอบ บุตรชายคนโต เจิ้งหยวนหลี่ยืนอยู่ข้างกาย รออยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ที่เขียนไว้ในนี้...เป็นความจริงหรือขอรับ?”
เจิ้งป๋อเหยียนวางจดหมายลับลงบนโต๊ะ ใช้นิ้วกดลงไปเบา ๆ “หน่วยองครักษ์โลหิตกว่าสองร้อยเก้าสิบคนหายไปจนหมดในชั่วข้ามคืน อีกทั้งบุตรชายกับหลานชายของชุยหงก็ถูกลอบเข้าไปสังหารถึงเรือนชั้นในของจวนตระกูลชุย เจ้าว่ายังจะมีเรื่องเท็จอีกหรือ?”
เจิ้งหยวนหลี่คล้ายได้ยินเรื่องเหลือเชื่อ “แต่ว่า...ฉินหวยจิ่นผู้นั้นมิใช่คุณชายเสเพลหรือขอรับ? เขาจะทำได้อย่างไร...”
“คุณชายเสเพลจะกวาดล้างหน่วยองครักษ์โลหิตกว่าสองร้อยเก้าสิบคนได้หรือ?” เจิ้งป๋อเหยียนมองเขาแวบหนึ่ง “จนถึงบัดนี้เจ้ายังคิดว่าเขาเป็นคุณชายเสเพลอีกหรือ? ฉินหวยจิ่นผู้นี้ซ่อนความสามารถไว้ลึกล้ำยิ่ง”
เจิ้งหยวนหลี่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “เช่นนั้นพวกเราควรทำอย่างไร ต่อไปจะเผชิญหน้ากับฉินหวยจิ่นอย่างไรขอรับ?”
เจิ้งป๋อเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ก่อนจะรู้แจ้งถึงวิธีการของเขา อย่าเพิ่งไปล่วงเกิน ต่อไปหากพบเขา จงวางตัวสุภาพเข้าไว้ อย่าไปพัวพันกับคนตระกูลชุย และอย่าเอาอย่างชุยเยี่ยน ไปก่อเรื่องใส่เขา ชุยอิ๋นตายแล้ว ชุยหมิ่นก็ตายแล้ว ชุยเยี่ยนก็ตายแล้ว ทายาทสายตรงที่โดดเด่นที่สุดของตระกูลชุยล้วนตายกันหมด เจ้าอยากให้ตระกูลเจิ้งกลายเป็นตระกูลชุยแห่งที่สองหรือ?”
เจิ้งหยวนหลี่ส่ายหน้า
“อีกเรื่องหนึ่ง” เจิ้งป๋อเหยียนเสริม “กลับไปบอกน้องชายเจ้าเสียว่า ในวงสหายเหลวไหลที่เขาคบหาอยู่ข้างนอก อย่าเอ่ยชื่อฉินหวยจิ่นให้มากความ ยิ่งอย่าไปวิพากษ์วิจารณ์เขากับผู้อื่น วาจานำภัยมาสู่ตน”
เจิ้งหยวนหลี่ขานรับ ก่อนหมุนกายออกไป
ตระกูลหลู
หลูหยวนตู้นั่งดื่มชาอยู่ในโถงข้าง ฝั่งตรงข้ามคือบุตรชายสองคนกับที่ปรึกษาคนสนิทหลายคน จดหมายลับถูกส่งเวียนไปในมือทุกคน ครั้นอ่านจบต่างก็เงียบงันไปชั่วขณะ
