ชุยชีชูมือแล้วกวักลง เสียงก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขา “ยิงธนู!”
พลหน้าไม้บนที่สูงทั้งสองฝั่งปล่อยสายพร้อมกัน ลูกหน้าไม้กว่าร้อยดอกพุ่งทะลักลงมาจากที่สูง วาดเป็นเส้นดำพร่างพรูใต้แสงจันทร์ ราวกับฝูงตั๊กแตนโฉบลงล่าเหยื่อ มุ่งตรงใส่ฝูงคนตรงปากหุบเขา ชุยชียืนอยู่หน้ากระบวนทัพ รอยยิ้มบนใบหน้าเหี้ยมเกรียมประหนึ่งแผลเป็นฉีกขาด เขาจ้องฉินหวยจิ่น รอชมอีกฝ่ายถูกยิงจนพรุนเป็นเม่น
ฉินหวยจิ่นยืนนิ่ง สีหน้าไม่ปรากฏแววหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
เขากางแขนทั้งสองออก ฝ่ามือหันออกด้านนอก นิ้วทั้งสิบแผ่ออก คลื่นปราณไร้รูปสายหนึ่งระเบิดออกจากร่าง แผ่ไล้ไปตามพื้นดินเป็นวง เศษหินและฝุ่นผงถูกคลื่นปราณพัดตลบขึ้นมา ก่อเป็นวงฝุ่นสีเทาขาวรอบกายเขา ชั่วพริบตาต่อมา คลื่นปราณนั้นก็รวมตัวเป็นม่านแสงโปร่งแสงชั้นหนึ่ง ประหนึ่งชามคว่ำใบใหญ่ ครอบคนทั้งสามร้อยกว่าคนไว้ภายใน
เมื่อลูกหน้าไม้กระทบม่านแสง ก็ราวกับชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น ปลายลูกศรปักกระทบบนผิวม่านแสงจนเกิดระลอกคลื่นเล็ก ๆ ซ้อนกันเป็นวง ก่อนจะกระเด็นออกไป บ้างพุ่งเฉียงไปปักลงบนพื้น บ้างแตกกระจายกลางอากาศเป็นชิ้น ๆ ลูกหน้าไม้กว่าร้อยดอก ไม่มีดอกใดทะลุผ่านไปได้
รอยยิ้มบนใบหน้าชุยชีแข็งค้าง
เขามองลูกหน้าไม้ที่ตกเกลื่อนพื้น แล้วหันไปมองม่านแสงตรงหน้าฉินหวยจิ่นซึ่งยังคงสั่นไหวแผ่วเบา รูม่านตาหดเล็กลงอย่างฉับพลัน เขาอ้าปาก แต่เสียงกลับเหมือนถูกบางสิ่งอุดไว้ในลำคอ “เป็นไปไม่ได้...จะเป็นไปได้อย่างไร? นี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทำได้! ยิงอีก! ยิงต่อไป! วันนี้เจ้าต้องตาย!”
ลูกหน้าไม้ระลอกที่สองพุ่งลงมา ครานี้หนาแน่นกว่าระลอกก่อน พลหน้าไม้จากที่สูงยิ่งกว่าก็เข้าร่วมระดมยิง ลูกศรกว่าร้อยดอกประหนึ่งเมฆดำกดทับลงมา ทว่าผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิม ปลายลูกศรกระทบม่านแสงแล้วกระเด็นออก ไม่มีดอกใดทะลวงผ่านได้ แม้แต่ร่องรอยสักนิดก็ไม่ปรากฏบนม่านแสง
ฉินหวยจิ่นยืนอยู่กลางม่านแสง หันไปกล่าวกับสิบสองอสูรที่อยู่ด้านหลัง “พวกเจ้าไปจัดการพลหน้าไม้บนที่สูง ลูกหน้าไม้ทำอันตรายพวกเจ้าไม่ได้ แต่ยังเป็นภัยต่อศิษย์ขั้นหลังฟ้า”
