หลังเที่ยงไม่นาน ชุยอันก็เร่งรุดมาถึงหุบเขา
ผืนป่ายังคงเป็นผืนเดิม คนสองร้อยเก้าสิบกว่าคนก็ยังเป็นคนกลุ่มเดิม ทว่าบรรยากาศกลับหม่นหมองยิ่งกว่าคราก่อนหลายส่วน เพราะหน่วยองครักษ์สิบคนที่ออกไปเมื่อคืนยังไม่กลับมา พวกเขารู้แล้วว่าเกิดเรื่องขึ้น
ชุยอันถูกพาเข้าไปยังส่วนลึกของป่า ชุยชีหยุดยืนอยู่ใต้ต้นสนเก่าแก่ต้นหนึ่ง เขาถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าคมสันได้รูป รอยแผลเป็นเก่าบนคางสะท้อนแสงสีขาวอยู่กลางแดด
เมื่อเห็นชุยอันเดินเข้ามา สีหน้าของเขาก็หม่นคล้ำ จ้องอีกฝ่ายอยู่ชั่วอึดใจ
ชุยอันถูกจ้องจนแผ่นหลังเย็นวาบ แต่ก็ยังกัดฟันเอ่ยปากว่า “ผู้บัญชาการ หน่วยองครักษ์สิบคน... ตายหมดแล้ว”
ชุยชีเผยสีหน้าเหี้ยมเกรียม ราวกับได้ยินผิดไป จึงตวาดเสียงดัง “เจ้าว่าอะไรนะ? พูดอีกครั้ง!”
“ทั้งสิบคนถูกสังหาร ฉินหวยจิ่นยังวางอำนาจถึงขั้นโยนศพทิ้งไว้หน้าจวนชุย เพิ่งมีคนพบเมื่อเช้านี้เอง นายท่านให้ข้ามาบอกว่า จงล่อเขาออกจากเมือง ขอเพียงเขาออกจากฉางอัน ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ต้องสังหารเขา ให้เขาตายอย่างทรมาน!”
ชุยชีจ้องเขาด้วยความเดือดดาล “พวกเจ้าไม่ได้บอกหรือว่าเขาเป็นคุณชายเสเพล? คุณชายเสเพลจะรับมือหน่วยองครักษ์โลหิตสิบคนได้อย่างไร?”
ชุยอันถูกจ้องจนตัวสั่น “ข้า... พวกข้าก็ไม่รู้ว่าฉินหวยจิ่นทำได้อย่างไร รู้เพียงว่าเขาทำการค้าเก่ง หาเงินได้ แต่ไม่เคยได้ยินว่าเขามีผู้ติดตามฝีมือฉกาจ”
ชุยชีกล่าวว่า “พวกไร้ประโยชน์! เพราะข่าวกรองผิดพลาดของพวกเจ้า หน่วยองครักษ์สิบคนจึงต้องเสียชีวิตเปล่า เจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องใช้เงินทองและแรงกายแรงใจเพียงใดกว่าจะฝึกองครักษ์โลหิตสิบคนขึ้นมาได้?”
จากนั้นเขาก็ยื่นมือไปหยิบป้ายทองแดงจากด้านหลังเอว บนป้ายนั้นสลักอักษร ‘เจ็ด’ เอาไว้ เขากำป้ายทองแดงไว้ในฝ่ามือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เงียบไปชั่วอึดใจจึงเอ่ยขึ้นว่า “ในสิบคนนั้น มีคนหนึ่งชื่อชุยจิ่ว”
ชุยอันชะงัก ไม่รู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงพูดเรื่องนี้
“น้องชายข้า” ชุยชีกล่าว
