วันหนึ่ง กู้หรูหลี่ออกไปช่วยเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงที่นาแต่เช้าตรู่ พร้อมกับหลานสาวคนโตและหลานชายคนโต
ยามเที่ยง กู้หรูหลี่กลับมาพร้อมใบหน้าแดงก่ำจากแดด นางเฒ่าหวังเห็นแล้วปวดใจ จึงช่วยเช็ดหน้าให้ พลางบ่นไม่หยุดว่า “ดื้อดึงจะไปช่วยงานที่นาให้ได้ ตัวเล็กแค่นี้จะทำงานอะไรได้ อยู่บ้านดี ๆ ไม่ดีกว่าหรือ”
กู้หรูหลี่มองหลานชายหลานสาว แล้วอดสะดุ้งไม่ได้
ตลอดหกปีมานี้ ตระกูลกู้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกหลายคน บ้านใหญ่ให้กำเนิดบุตรสาวอีกคน ปีนี้อายุสี่ขวบ อ่อนกว่ากู้หรูหลี่สองปี
บ้านรองมีหลานสาวคนหนึ่งเพิ่งสามขวบ พี่สะใภ้รองเฉินซื่อยังตั้งครรภ์อยู่ ส่วนบ้านสามก็มีลูกชายกับลูกสาวเพิ่มมาอย่างละคน
เด็ก ๆ เหล่านี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกู้หรูหลี่คอยดูแลมาตั้งแต่เล็กหรือไม่ จึงชอบเกาะติดเขา บางครั้งกู้หรูหลี่ก็ถูกพวกเด็ก ๆ ก่อกวนจนปวดหัว
เห็นลูกชายคนเล็กหัวเราะแห้ง ๆ นางเฒ่าหวังก็ยิ้มไม่ออก ยกมือตีลูกชายเบา ๆ ทีหนึ่ง “ก็แค่ให้เจ้าอยู่บ้านคอยดูหลานชายหลานสาวมิใช่หรือ หรือจะเหนื่อยยิ่งกว่าทำงานในนา?”
กู้หรูหลี่อยากพยักหน้าจริง ๆ เขารู้สึกว่างานในนาสบายกว่าคอยดูแลหลานชายมากนัก
อาจเป็นเพราะอายุยังน้อย อีกทั้งงานที่ทำในนาก็เพียงช่วยเก็บรวงข้าวที่ตกอยู่เท่านั้น
“ช่วงบ่ายไม่ต้องไปแล้ว เป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุด หากเป็นลมแดดขึ้นมาจะไม่ดี”
“ฮะ ๆ ท่านแม่ วันนี้ทำกับข้าวอะไร ข้าหิวแล้ว” กู้หรูหลี่เปลี่ยนเรื่องอย่างฝืดเฝื่อน
มีหรือนางเฒ่าหวังจะไม่รู้ว่าลูกชายคนเล็กคิดทำอะไร ทว่านางรักและตามใจเขามาแต่ไหนแต่ไร จึงกลอกตาอย่างเจ้าเล่ห์แล้วกล่าวว่า “แม่ก็เพิ่งกลับจากนา กับข้าวเป็นฝีมือพี่สะใภ้รองของเจ้า แม่จะไปรู้ได้อย่างไร”
กู้หรูหลี่ไม่เชื่อคำพูดของมารดาเลย ในบ้านจะทำกับข้าวอะไร ล้วนเป็นนางเฒ่าหวังตัดสินใจทั้งนั้น
แต่ช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยว กู้หรูหลี่เดาว่าวันนี้กับข้าวในบ้านคงไม่เลว
ไม่นานนัก กับข้าวก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ ดวงตาของกู้หรูหลี่พลันเป็นประกาย
