หูเทียนโย่วรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง ดวงตากลอกไปมา ก่อนตัดสินใจใช้ผลประโยชน์ล่อใจ “อา! เช่นนั้นเจ้าเขียนให้เร็วขึ้นได้หรือไม่ หากท่านแม่ได้อ่านเรื่องราวตอนต่อไป บางทีพอนางดีใจแล้วอาจให้เงินข้าสักหลายตำลึง ถึงตอนนั้นข้าจะแบ่งให้เจ้าเป็นสินน้ำใจ”
หากมีเงินให้ ย่อมไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เสียทีเดียว “ข้าจะพยายาม”
“ว่าแต่ เรื่องเล่าที่เจ้าเขียนเป็นเรื่องอะไรหรือ ท่านแม่ข้าอ่านมาตั้งสองวันแล้ว”
หูเทียนโย่วขยับเข้าไปใกล้กู้หรูหลี่ มองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
กู้หรูหลี่สบสายตาใคร่รู้ของหูเทียนโย่ว แล้วเม้มปาก
“แค่ก ๆ อาจารย์มาแล้ว”
หูเทียนโย่วได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งกลับไปยังที่นั่งของตน
กู้หรูหลี่ถอนหายใจโล่งอก
เขาไม่รู้ว่าควรบอกหูเทียนโย่วอย่างไรว่าเขาเขียนเรื่องเล่าอะไร
ยามเที่ยงเมื่อเลิกเรียน ด้วยกลัวหูเทียนโย่วจะถามต่อ กู้หรูหลี่จึงเก็บข้าวของทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
พอหูเทียนโย่วเงยหน้าขึ้น ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาคนแล้ว
กู้หรูหลี่กับบิดามาถึงหน้าร้านหนังสือ ยังไม่ทันเข้าไปก็เห็นว่าลูกค้าด้านในมากกว่าวันก่อน ๆ อยู่ไม่น้อย
กู้หรูหลี่สังเกตเห็นว่าลูกค้าด้านในต่างถือหนังสือกันคนละเล่ม
นี่ไม่ใช่เรื่องเล่าที่เขาเขียนหรอกหรือ? เมื่อสองวันก่อนเขาเห็นตัวอย่างหนังสือที่ร้านหนังสือแล้ว
“น้องกู้”
“พี่เฉิน”
เฉินโหย่วจื้อยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วทักทายกู้ต้าซาน
เมื่อเห็นเรื่องเล่าในมือเฉินโหย่วจื้อ กู้หรูหลี่ก็ประหลาดใจอยู่บ้าง “ข้านึกว่าสตรีจะชอบอ่านเรื่องเล่าประเภทนี้มากกว่า”
มิใช่ว่าเขามีอคติ แต่เรื่องที่เขาเขียน โดยทั่วไปสตรีมักชอบอ่านมากกว่า
“เขียนได้ดี ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีก็ล้วนชื่นชอบ”
แท้จริงแล้วเขายังมีความคิดอื่นอีก เขาไม่อยากคัดหนังสือ เพราะการคัดหนังสือทำได้เพียงเลี้ยงปากท้อง ทว่าที่บ้านมีเรื่องต้องใช้เงินมากมาย
