ไป๋เถาได้ยินเสียงคนกำลังพูด
เสียงนั้นดังอยู่ข้างเตียง ทุ้มต่ำแผ่วเบา เธอพยายามตั้งใจฟังให้ชัด ทว่าศีรษะกลับหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ
ก่อนสติส่วนสุดท้ายจะเลือนหายไป เธอจำได้เพียงว่าหลังมือเย็นเฉียบ ราวกับมีน้ำแข็งแผ่นเล็ก ๆ แปะอยู่
สติของเธอพร่าเลือนลงทุกที ความง่วงเข้าครอบงำจนหลับไปในที่สุด
ท่ามกลางความสะลึมสะลือ ไป๋เถารู้สึกว่ามีมือใหญ่กุมมือเธอไว้แน่น
เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เห็นชายหนุ่มตรงหน้าขมวดคิ้ว สีหน้าอดกลั้นจนเธอตกใจชะงักไป
เมื่อได้สติ เธอก็รีบชักมือกลับ แก้มแดงก่ำด้วยความโกรธ
“คุณทำอะไรน่ะ?”
ชายหนุ่มหายใจหอบหนัก “ก่อนหน้านี้ในห้องส่วนตัวของร้านกาแฟเราก็เคยทำกันแล้วไม่ใช่เหรอ คุณไม่รู้หรือไง?”
หางตาของไป๋เถาเหลือบเห็นว่าตัวเองอยู่ในห้องผู้ป่วย ตอนนี้ทั้งสองกำลังเบียดกันอยู่บนเตียงคนไข้เตียงเดียว สติของเธอค่อย ๆ กลับคืนมา
ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งโมโห
“ฉันยังป่วยอยู่ นอนอยู่บนเตียงคนไข้นะ คุณทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไง! ที่นี่โรงพยาบาลนะ อย่ามาทำอะไรตามใจ”
ไป๋เถากำลังจะลงจากเตียง แต่กลับถูกคว้าไว้
ชายหนุ่มดึงเธอกลับเข้ามาในอ้อมแขน “ผมรู้ว่าเป็นโรงพยาบาล”
เขานั่งรออยู่บนโซฟาข้างเตียง จนเธอให้น้ำเกลือครบสามขวดและแน่ใจว่าไข้ลดแล้ว ถึงค่อยวางใจ
เดิมทีเขาตั้งใจจะกอดเธอนอนหลับอย่างสงบตลอดคืน ใครใช้ให้ร่างกายของเธอนุ่มนิ่มขนาดนี้ แถมยังพลิกตัวไปมา ยั่วยวนเขาอยู่เรื่อย
ไป๋เถาดิ้นอยู่สองสามครั้งแต่ก็หนีไม่พ้น กำลังจะพูด โทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงก็ดังขึ้น เจียงเหมียนเหมียนเป็นคนโทรมา
เธอยื่นมือชี้ไปทางโต๊ะข้างเตียง บอกว่าจะรับโทรศัพท์ ชายหนุ่มจึงคลายมือที่โอบเอวเธออยู่เล็กน้อย
พอรับสาย เสียงร้อนใจของเจียงเหมียนเหมียนก็ดังออกมาจากปลายสาย
