ชายชราโจวเองก็คิดไม่ตก แท้จริงแล้วเขาโชคร้ายหรือปีนี้ชงกับไท่ซุ่ย เหตุใดต่อให้พยายามเพียงไหน ทุกคราที่เกิดเรื่องพลิกผัน ก็มักเกิดกับครัวเรือนที่เขาดูแล
มองดูกองสัมภาระปลิวว่อน ผู้คนที่ร่ำไห้สะอึกสะอื้นอยู่กลางลานโคลน ชายชราโจวก็เปล่งเสียงตวาดออกมาอย่างสุดจะทน “พอได้แล้ว อย่าร้องไห้อีกเลย ร้องไปจะมีประโยชน์ใดเล่า เมื่อครู่ข้าบอกให้พวกเจ้ามัดของให้แน่นหนา กลับไม่มีใครฟัง เห็นว่าข้าหลอกพวกเจ้า ที่พวกเจ้าหลอกคือข้าวของและเงินของตัวเองต่างหาก!”
“ข้าว่ายังนับว่าโชคดีที่แค่ของหาย โชคดีที่หลบซ่อนได้ทันท่วงที รอดตายมาได้อย่างเฉียดฉิว แค่ในบ้านไม่มีใครเป็นอะไร เงินที่พกติดตัวยังไม่หายนี่ ซื้อหาใหม่เมื่อถึงเวลาก็ได้!”
“ลุกขึ้นมาเถิด อย่าร้องให้อีกเลย รีบเก็บกวาดของที่ยังใช้งานได้ หรือไม่ก็หาดูแถวพื้นว่ามีทรัพย์สินใดกู้คืนได้บ้าง!”
คำตักเตือนสั้น ๆ ของชายชราโจวดังขึ้นติดต่อกัน ทำให้ผู้คนของแต่ละครอบครัวที่พร่ำร้องไห้อยู่กับพื้นต่างหยุดน้ำตา
พวกเขาต่างรู้สึกผิดจนอกสั่น ต่างรู้ว่าสิ่งนี้เรียกว่ากรรมตามสนอง ไม่อาจโทษผู้ใดได้เลย
แถมชายชราโจวก็กล่าวได้ถูกต้อง ตลอดทางที่ผ่านมาแต่ละบ้านต่างมีเงินเก็บสะสมบ้างแล้ว ตราบใดที่ชีวิตยังอยู่ ครอบครัวยังอยู่ เงินก็ยังอยู่ ข้าวของเครื่องใช้ค่อยหาซื้อใหม่ภายหลัง วันหน้าค่อยพากเพียรหาเงินเพิ่มอีกหน่อยก็พอ
โจวตู้เจวียนเห็นท่านปู่ของตนโกรธถึงเพียงนั้น ก็อดไม่ได้ที่อยากจะหักค่าแรงท่านอีก เพราะหากหักอีก เกรงว่าท่านปู่คงต้องควักเงินตัวเองมาทำงานแล้ว...
