“ลูกเอ๋ย! แผ่นดินอันยิ่งใหญ่นี้ บิดาตีมาเพื่อเจ้าโดยเฉพาะเลยนะ!”
ภายในห้องทรงพระอักษร เซียวเถี่ยต่านในฉลองพระองค์มังกรสีเหลืองอร่ามที่ดูไม่พอดีตัว กำลังตบอกอย่างไร้ยางอาย พ่นน้ำลายกระเซ็นขณะอวดความดีความชอบต่อบุตรชาย
“เลิกพูดจาแบบนี้เสียที!”
เซียวไป๋หน้าดำคร่ำเครียด ตัดบทอีกฝ่ายอย่างหงุดหงิด ก่อนกัดฟันกล่าวว่า
“ท่านเริ่มก่อกบฏตั้งแต่เมื่อใด? เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ไฉนในจดหมายถึงไม่เอ่ยสักคำ? ท่านอยากให้ข้าถูกประหารล้างตระกูลหรือไร!”
“เฮ้ย! ก่อกบฏอะไรกัน ฟังดูไม่เป็นมงคลเลย! ถ้าทำสำเร็จแล้วยังเรียกก่อกบฏได้หรือ?”
ใบหน้าแก่ชราของเซียวเถี่ยต่านแดงก่ำ
“นั่นเรียกว่าลุกฮือขึ้นสู้ เรียกว่ากระทำตามบัญชาสวรรค์เพื่อความสงบสุขของใต้หล้า! ตอนนั้นเจ้าอยู่ที่สำนักเซียน บิดากลัวจะทำให้จิตใจเจ้าว้าวุ่น จึงไม่ได้บอก”
“อีกอย่าง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าหนูปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแห่งราชวงศ์ต้ากานรังแกบิดาเจ้าอย่างไร?”
พอพูดถึงตรงนี้ ใบหน้าของเซียวเถี่ยต่านที่ก่อนหน้านี้ยังฉายแววกระดากใจอยู่บ้าง ก็พลันเต็มไปด้วยความอัดอั้นและโกรธแค้น
“เมืองจู่หม่าของเราเป็นดินแดนชายแดนทุรกันดาร ต้องคอยระวังชนเผ่านอกด่านบุกปล้นเสบียงอยู่ทุกวัน เหล่าทหารเอาชีวิตเข้าแลก แต่ราชสำนักกลับหักเบี้ยหวัดทหารกับเสบียงชาวบ้านของเราติดต่อกันถึงสามปี! ทหารล้มตายบาดเจ็บกันมากมาย เงินปลอบขวัญสักอีแปะก็ยังไม่ได้เห็น!”
“ยังไม่พอ ฮ่องเต้สารเลวนั่นยังลดเงินเดือนขุนนางชายแดนทุกปี! ถึงฤดูหนาวปีก่อน กระทั่งเงินซื้อถ่านกันหนาวที่ควรแจกตามธรรมเนียมทุกปีก็ยังไม่อนุมัติให้เมืองจู่หม่าของเรา! ทหารกินไม่อิ่ม เสื้อกันหนาวสักชุดก็ไม่มี นี่มันบีบให้พวกเราจนตรอกชัด ๆ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซียวไป๋ถอนหายใจเบา ๆ ความอยากบ่นที่ท่วมท้นอยู่ในอกพลันมลายไปกว่าครึ่ง
เขาย่อมรู้จักบิดาของตนดี
ทั้งชีวิตของเซียวเถี่ยต่านเป็นเพียงนายทหารผู้ซื่อตรง ไม่ทะเยอทะยาน สิ่งที่ปรารถนาที่สุดก็แค่มีภรรยาและลูกอยู่พร้อมหน้า ได้กินอิ่มนอนอุ่น แล้วพาพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายใต้บัญชาให้มีชีวิตสงบสุข
