ขงเชียนโหรวตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว ทันทีที่ลืมตา เธอก็เห็นคนคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างเตียง ใบหน้าของชายผู้นั้นคมเข้มเป็นสัน คิ้วขมวดเล็กน้อย เผยให้เห็นอำนาจบารมีที่ไม่อาจมองข้าม
ใต้ดวงตามีรอยคล้ำอยู่บ้าง ผมตรงขมับเริ่มหงอกแซม แต่กลับหวีเรียบกริบไร้ที่ติ ราวกับทุกเส้นผมกำลังบอกเล่าถึงความเคร่งครัดและมีวินัยของเขา บนร่างสวมเสื้อคลุมยาวสีเทา คนผู้นี้ก็คือขงจิ้งเฉิง
ขงจิ้งเฉิง: เขาแต่งตัวให้ดูภูมิฐานมีราคาเช่นนี้ก็เพื่อให้คนนอกเห็น อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็เป็นหัวหน้ากลุ่มซินฉูฮุย
ต้องพิถีพิถันเข้าไว้!
“คุณพ่อ!” ขงเชียนโหรวหยักมุมปากเล็กน้อย ยิ้มแล้วเรียกเขา คำว่า ‘คุณพ่อ’ ฟังเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
นิสัยของเจ้าของร่างเดิมค่อนข้างเย็นชา นอกจากหมวยฮ้วงแล้ว ก็เย็นชากับทุกคน หากให้เธอรักษาบุคลิกเดิมเอาไว้ เธอคิดว่าคงยากอยู่บ้าง
สู้ฉวยโอกาสจากการป่วยคราวนี้เปลี่ยนแปลงตัวเองเสียเลย ยังจะได้ไม่ดูผิดสังเกต
“อืม!” ขงจิ้งเฉิงข่มความตื่นเต้นไว้ในใจ ก่อนตอบรับเสียงเบา เมื่อเห็นรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าขงเชียนโหรว สีหน้าของเขาก็เหม่อลอยไปชั่วขณะ
ลูกสาวไม่ได้ยิ้มให้เขามานานแค่ไหนแล้วนะ?
นานจนเขาแทบลืมไปแล้วว่าเด็กน้อยที่คอยเดินตามต้อย ๆ อยู่ข้างหลัง เรียกเขาว่าคุณพ่อด้วยเสียงหวาน ๆ เป็นอย่างไร
เริ่มตั้งแต่ตอนที่เขายุ่งขึ้นเรื่อย ๆ หรือเริ่มตั้งแต่ตอนที่สุขภาพของลูกสาวไม่ดีจนไม่ยอมออกจากเรือนด้านหลังกันนะ?
เขาเองก็ไม่อยากยุ่งขนาดนี้ แต่ในยุคสมัยที่สงครามระส่ำระสายเช่นนี้ ในมือจำเป็นต้องมีคน มีปืน และมีอำนาจ ไม่เช่นนั้นก็จะถูกคนอื่นเขมือบจนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก
“คุณพ่อ หนูไม่เป็นไรแล้ว คุณพ่อกลับไปพักผ่อนให้ดีเถอะค่ะ!” ขงเชียนโหรวมองรอยคล้ำใต้ตาของขงจิ้งเฉิง แล้วพูดด้วยความห่วงใย
“พ่อไม่เป็นไร เห็นลูกอาการดีขึ้น พ่อก็สบายใจแล้ว” ขงจิ้งเฉิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ แววตาเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
ในที่สุดลูกสาวก็ยอมพูดคำห่วงใยเขาออกมาเสียที ทุกครั้งเขามองเห็นความห่วงใยที่เธอมีให้จากแววตา น่าเสียดายที่เธอไม่เคยพูดออกมา
ตอนที่เห็นเธอนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง เขารู้สึกราวกับหัวใจทั้งดวงกำลังจะแตกสลาย เพราะอย่างนั้นเมื่อหมวยฮ้วงเสนอให้เขาเอามือตบธรณีประตู เขาจึงรับปากโดยไม่ลังเล
ถึงจะกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งเมืองเซี่ยงไฮ้แล้วจะเป็นไรไป?
ขอเพียงรักษาลูกสาวของเขาไว้ได้ ทุกอย่างก็คุ้มค่าแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้เขารู้สึกว่าไม่ค่อยอยากออกจากบ้าน
“คุณพ่อ หนูอยากทำลานฝึกยุทธ์ไว้ในเรือนด้านหลังค่ะ ชีวิตของหนูเป็นสิ่งที่คุณพ่อตบธรณีประตูเรียกกลับมา หนูจะต้องตั้งใจฝึกฝนร่างกายให้ดี มีอายุยืนยาวถึงร้อยปีเท่านั้น ถึงจะไม่ทำให้ความตั้งใจอันดีของคุณพ่อต้องสูญเปล่า” ขงเชียนโหรวพูดเสียงเบา พอเผยอปากก็เริ่มประจบอย่างแนบเนียน คำพูดหวานหูเสียจริง
อย่างไรเสีย ในสายตาของทุกคน ชีวิตของเธอก็เป็นสิ่งที่เขาตบธรณีประตูเรียกกลับมา และเป็นสิ่งที่หมวยฮ้วงตะโกนเรียกกลับมา เธอพูดเช่นนี้ก็ไม่มีอะไรผิด!
หมวยฮ้วงที่ยืนเงี่ยหูฟังอยู่ตรงหน้าประตู กำมือทั้งสองข้างแน่นด้วยความตื่นเต้น อ๊ากกก...คุณหนูใหญ่รู้จักคิดขึ้นมาเสียที
เธอก็ว่าแล้ว ต่อให้เป็นพ่อแท้ ๆ ความรักเอ็นดูจะอยู่ได้นานสักแค่ไหนกัน?
พ่อแม่ย่อมชอบลูกที่พูดจาหวานหู แต่ก่อนคุณหนูใหญ่ดื้อรั้นหัวแข็งเหลือเกิน แถมยังไม่ยอมฟังใคร ไม่คิดเลยว่าคราวนี้รอดพ้นจากเคราะห์ร้ายมาได้แล้วจะคิดได้ ดีจริง ๆ!
ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงเธอแหบไป เธอคงอยากวิ่งออกไปตะโกนสักสองสามคำ!
เธอดีใจเหลือเกิน อยากไปทำของอร่อย ๆ สักหน่อย พอดีคุณหนูใหญ่คงหิวแล้ว คิดได้ดังนั้นเธอก็หันหลังเดินเข้าครัวทันที
ขงจิ้งเฉิงชะงักไปก่อน เขาไม่คิดเลยว่าลูกสาวจะพูดจาห่วงใยเช่นนี้ออกมา แม้แต่คนที่มั่นคงดุจขุนเขาอย่างเขาก็ยังอดแสดงสีหน้าดีใจออกมาไม่ได้
เขาไม่สนใจความสุขุมของหัวหน้าอีกต่อไป เผยรอยยิ้มกว้างออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เดี๋ยวพ่อให้คนจัดการให้ เสี่ยวโหรวมอยากได้อะไรอีกก็บอกมาได้เลย พ่อมีเงิน!” ขงจิ้งเฉิงพูดอย่างองอาจเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แสดงท่าทีเศรษฐีใหม่ออกมาได้อย่างถึงพริกถึงขิง
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ ตอนนี้บ้านเมืองวุ่นวาย หนูรู้สึกไม่สบายใจอยู่ตลอด อยากได้อาวุธไว้ป้องกันตัว ถ้าคุณพ่อเห็นว่าลำบากก็ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูให้หมวยฮ้วงหามีดปอกผลไม้สักเล่มก็ได้” ขงเชียนโหรวพูดอย่างไม่รีบร้อน ทุกคำพูดแสดงให้เห็นว่าเธอกลัวจะสร้างความลำบากให้ขงจิ้งเฉิง
มีดปอกผลไม้จะเอาไว้ป้องกันตัวได้หรือ?
แน่นอนว่าไม่ได้ ที่เธอพูดเช่นนี้ก็แค่ใช้กลยุทธ์ถอยเพื่อรุก ด้วยร่างกายบอบบางเช่นนี้ นอกจากปืนพกแล้ว เธอก็ใช้อย่างอื่นไม่ไหว
ถ้าเธอเอ่ยปากขอตรง ๆ ขงจิ้งเฉิงต้องสงสัยแน่ ตอนนี้จึงต้องใช้กลยุทธ์อ้อมค้อม
“มีดปอกผลไม้จะไปมีประโยชน์อะไร? เดี๋ยวพ่อหาอาวุธใหญ่ ๆ ให้ลูกสักชิ้น ไม่สิ...อาวุธใหญ่หนักเกินไป เดี๋ยวพ่อหาปืนพกให้สักกระบอก กลุ่มซินฉูฮุยของเรามีอาวุธมากมายที่สุดอยู่แล้ว” ขงจิ้งเฉิงพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง ในที่สุดเสี่ยวโหรวก็อยากได้อาวุธแล้ว สมกับเป็นลูกสาวของเขาจริง ๆ
ทุกครั้งที่เขาถามเสี่ยวโหรวว่าอยากได้อะไร นอกจากหนังสือแล้ว เธอก็ไม่เคยต้องการสิ่งอื่นเลย ตอนนั้นเขารู้สึกจนปัญญาไปหมด
เขาออกมาคลุกคลีตั้งแต่ยังเด็ก ไม่ได้เรียนหนังสือมาสักกี่วัน ตัวอักษรไม่กี่ตัวที่รู้ก็ยังเป็นเพราะต้องอัดใส่สมองไว้เพื่อจะได้เป็นหัวหน้า
พอมองกำแพงที่เต็มไปด้วยหนังสือ เขาก็รู้สึกหนังศีรษะชาไปหมด
แน่นอนว่า ถ้าลูกชายสองคนไม่ชอบเรียน เขาก็จะใช้แส้สั่งสอนสักยก
เขาก็ลำเอียงเช่นนี้แหละ เขาเป็นพ่อ เขาพูดอะไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ แต่หนูไม่เคยใช้ปืนมาก่อนเลย!” ขงเชียนโหรวพูดด้วยสีหน้าลำบากใจ แน่นอนว่าเธอไม่ได้พูดเพื่อปฏิเสธ แต่เพื่อให้ได้มากกว่านี้ อย่างเช่นขอกระสุนเพิ่มอีกหน่อย
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพ่อหาครูสอนยิงปืนฝีมือดีให้ลูก แล้วให้คนเอากระสุนมาส่งสองลัง ยิงเล่นไปเรื่อย ๆ เล่นจนชินเดี๋ยวก็ยิงแม่นเอง!” ขงจิ้งเฉิงโบกมือใหญ่โต พูดอย่างไม่ใส่ใจ
ในเซี่ยงไฮ้ยุคนี้ อาวุธเป็นของมีค่า แต่เขากลับไม่สนใจ ขอเพียงลูกสาวมีความสุข กระสุนมีให้ไม่อั้น!
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ! คุณพ่อดีกับหนูที่สุดเลย!” คราวนี้ขงเชียนโหรวพอใจจริง ๆ พ่อคนนี้สุดยอดไปเลย พูดแล้วก็ให้จริง ๆ!
พอได้ยินคำพูดนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าขงจิ้งเฉิงก็ยิ่งกว้างขึ้น ในใจเปี่ยมด้วยความปลื้มปีติ เขาไม่ได้ต้องการอะไรมาก ขอเพียงลูกสาวรักษาสภาพแบบนี้ไว้ได้
อย่าว่าแต่ขอของแค่นี้เลย ต่อให้ขอดาวบนฟ้า เขาก็จะไปเด็ดมาให้ได้
ระบบเองก็อยากยกนิ้วโป้งให้ขงเชียนโหรว แต่ก่อนอื่นมันต้องมีมือเสียก่อน โฮสต์คนนี้อาจจะไม่เก่งเอาเสียเลย แต่สมองใช้ได้จริง ๆ!
พ่อลูกคุยกันต่ออีกสองสามประโยค ขงจิ้งเฉิงถึงยอมกลับไปพักผ่อนอย่างอาลัยอาวรณ์ เขาไม่ได้นอนมาทั้งวันทั้งคืน ทนไม่ไหวแล้ว อย่างไรเสียก็อายุมากแล้ว
......
ตอนหมวยฮ้วงกลับมาอีกครั้ง ในมือก็หิ้วกล่องอาหารใบใหญ่ ดูท่าทางหนักมาก แต่พออยู่ในมือหมวยฮ้วงกลับดูเบาหวิว
“คุณหนูใหญ่ คนเราเป็นเหล็ก ข้าวปลาอาหารเป็นเหล็กกล้า กินให้มากหน่อย ร่างกายจะได้ฟื้นตัวไว ๆ” ระหว่างพูด หมวยฮ้วงยังพยักหน้าแรง ๆ เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้คำพูดของตัวเอง
ทั้งปีเธอแทบไม่เคยป่วยสักครั้ง เนื้อหนังมังสาของเธอนี่แหละคือผู้มีคุณความชอบที่สุด
“ได้ค่ะ!” ขงเชียนโหรวให้หมวยฮ้วงช่วยล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ก็อาศัยหมวยฮ้วงประคองไปนั่งที่โต๊ะ
ตอนหมวยฮ้วงหยิบอาหารจากกล่องมาวางบนโต๊ะทีละจาน สีหน้าขงเชียนโหรวก็เผยแววแปลกใจ อาหารมากมายขนาดนี้เชียว แต่ปริมาณจะเยอะเกินไปหรือเปล่า?
ไม่นานหมวยฮ้วงก็ทำให้เธอรู้ว่าไม่ได้เยอะเกินไปเลย เพราะอาหารที่เธอกินเหลือ หมวยฮ้วงกวาดเรียบหมด
ไม่เหลือแม้แต่นิดเดียวด้วยซ้ำ ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าเนื้อบนตัวหมวยฮ้วงมาจากไหน
