พอได้ยินคำนี้ อาสะใภ้ใหญ่เย่กับเมิ่งอวี้ก็ตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง
อันที่จริงความรู้สึกของอาสะใภ้ใหญ่เย่ที่มีต่อเด็กคนนี้ก็ซับซ้อนอยู่ไม่น้อย
ก่อนหน้านี้นางเฉียนคลอดลูกในเรือนหลังหอสุรา พอเด็กคลอดออกมา อาสะใภ้ใหญ่เย่ก็เคยอุ้มอยู่ครั้งหนึ่ง
บางทีอาจเป็นเพราะขโมยตั๋วเงินของโหยวปินไป นางเฉียนจึงไม่ได้อดอยากอะไรนัก เด็กที่คลอดออกมาก็เป็นเด็กชายตัวอ้วนกลม อุ้มไว้ในอ้อมแขนหนักมือเสียจริง
ดังนั้นอาสะใภ้ใหญ่เย่จึงอดคิดไม่ได้ว่า เด็กที่เพิ่งคลอดนั้นแท้จริงแล้วไร้เดียงสา
แต่ใครใช้ให้เขามีบิดามารดาเช่นนี้เล่า
แม้แต่คนที่รักเด็กอย่างอาสะใภ้ใหญ่เย่ ก็ยังไม่กล้าพูดว่าอยากเก็บเด็กคนนี้ไว้ข้างกาย
นางคิดเพียงว่าภายหลังจะหาครอบครัวดี ๆ ที่อยากได้ลูกมารับเด็กไปเลี้ยงได้หรือไม่ ก็นับว่าเป็นการสะสางเรื่องนี้ให้จบ
แต่ก็ไม่มีใครกล้ารับรองได้ว่า แม้ตอนนี้โหยวปินจะแสดงท่าทีหนักแน่น แต่หากจู่ ๆ ได้เห็นหลานชายขึ้นมา จะเปลี่ยนใจหรือไม่
ทว่านายเวรคุกหาได้รู้เรื่องนี้ไม่ เขาเพียงเห็นโหยวปินก้าวเดินออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว และเห็นว่าจะเลยทางแยกไปคุกหญิงอยู่แล้ว จึงเอ่ยถามไปประโยคหนึ่งโดยไม่ทันคิด
อย่างไรเสียก็รับเงินเขามาแล้ว คนที่ควรให้เห็นก็ต้องให้เขาได้เห็นให้ครบ
โหยวปินได้ยินดังนั้น ฝีเท้าก็ชะงักลง
เมิ่งอวี้กับอาสะใภ้ใหญ่เย่ต่างกลั้นหายใจพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
โชคดีที่โหยวปินลังเลเพียงครู่เดียว ก็เดินต่อออกไปพลางกล่าวว่า “ไม่ดูแล้ว รบกวนท่านด้วย!”
