เมื่อทั้งสองเห็นโหยวปิน ดวงตาก็พลันเป็นประกาย คิดว่าเขามาช่วยพวกตนออกไป
แต่พอเห็นอาสะใภ้ใหญ่เย่ตามหลังโหยวปินมาด้วย สีหน้าของทั้งคู่ก็เปลี่ยนไปทันที
อาสะใภ้ใหญ่เย่ไม่ทันสังเกต ทว่าโหยวปินที่ยืนอยู่ข้างหน้ากลับเห็นสีหน้าของพวกเขาอย่างชัดเจน
ใบหน้าของเขาพลันเคร่งขรึม ก่อนเอ่ยตำหนิว่า “พวกเจ้าสองคนอยู่ในคุกมาตั้งนานแล้ว ไฉนยังไม่สำนึกผิดอีกหรือ?”
“เสี่ยวอิงเอ๋อร์เคยช่วยเหลือพวกเจ้าไม่น้อย กลับได้ท่าทีเช่นนี้ตอบแทนหรือ?”
ผู้ใดจะรู้ว่าเขาเพียงช่วยพูดแทนอาสะใภ้ใหญ่เย่ กลับยิ่งทำให้โหยวเต๋อไห่กับโหยวเต๋อเถาไม่พอใจ
สองพี่น้องต่างพากันกล่าวโทษเขาคนละคำสองคำ
“ท่านพ่อ เดิมทีข้ายังนึกว่าท่านมาช่วยพวกเราออกไป ที่ไหนได้พอเห็นท่านพาเสี่ยวอิงเอ๋อร์มาด้วย พวกเราก็ไม่หวังอะไรอีกแล้ว!”
“นั่นสิ ตั้งแต่เล็กท่านก็ลำเอียงเข้าข้างเสี่ยวอิงเอ๋อร์ บ้านอื่นต่างรักลูกชายดั่งแก้วตาดวงใจ แต่บ้านเรากลับมีลูกชายมากกว่าลูกสาว ลูกชายจึงไร้ค่าใช่หรือไม่?”
โหยวปินฟังคำพูดของทั้งคู่แล้วงุนงงไปหมด เดิมทีเปลือกตาของเขาหย่อนลงตามวัยจนลืมตาไม่ขึ้น บัดนี้กลับเบิกกว้างราวกับได้ฟังเรื่องเหลือเชื่อ
“พวกเจ้าสองคนพูดเรื่องอะไรกันแน่? ข้าดูแลพวกเจ้าสองพี่น้องยังไม่ดีพอหรือ?
“ตั้งแต่เล็กจนโต ขาดอาหารหรือขาดเสื้อผ้ากันหรือ?
“ตอนพวกเจ้าแต่งงาน ข้าก็สร้างเรือนหลังใหม่ให้คนละหลัง แยกเป็นสัดส่วน นับว่าเป็นหนึ่งเดียวในหมู่บ้านกระมัง?
