อู่ฉี่หรงได้ยินดังนั้นก็ชะงัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเย่ชิ่งซานอีกครั้ง คราวนี้จึงพบว่าอีกฝ่ายดูคุ้นตาอยู่ไม่น้อย
เมื่อประกอบกับองครักษ์อวี้หลินที่อยู่เต็มลาน
ตัวตนของอีกฝ่ายย่อมไม่ต้องสงสัยแล้ว
ขาของอู่ฉี่หรงพลันอ่อนแรงขึ้นมา
เขาลอบด่าอยู่ในใจ เย่ชิ่งซานเป็นอะไรไปแล้วหรือ แม่ทัพใหญ่ผู้สง่างามแท้ ๆ ไยจึงแต่งตัวเช่นนี้ออกจากบ้าน?
หากอีกฝ่ายเปิดเผยฐานะตั้งแต่แรก คนใต้บังคับบัญชาของเขาก็คงไม่ตาถั่วจนเข้าไปยั่วยุเช่นนั้น
อู่ฉี่หรงรู้สึกขาอ่อนในยามนี้ มิใช่เพราะหวาดกลัวเย่ชิ่งซาน
เพียงแต่เขารู้ว่าครอบครัวฝ่ายมารดาพยายามดึงเย่ชิ่งซานมาเป็นพวกมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้บิดาจึงปฏิบัติต่ออีกฝ่ายด้วยความเคารพและสุภาพเสมอ
ไม่คาดคิดเลยว่าเรื่องนี้กลับพังลงด้วยมือเขาเอง
หากเป็นเพียงบิดาที่ต้องการเอาใจเย่ชิ่งซานก็ยังพอว่า ต่อให้เขาโกรธเพียงใด อย่างน้อยก็ยังมีมารดาคอยปกป้อง
แต่บัดนี้เขากลับทำให้เรื่องของครอบครัวฝ่ายมารดาเสียหาย กลับถึงบ้านแล้วมารดาคงไม่ยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ เป็นแน่
ความคิดต่าง ๆ วนเวียนอยู่ในหัวหลายรอบ อู่ฉี่หรงจึงรีบอ่อนข้อ แสร้งทำท่าหงอแล้วกล่าวว่า “ท่านลุงเย่ ดูสิ นี่เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดกันเท่านั้น!
“ที่ข้าหมายตาไว้ไม่ใช่เรือนหลังนี้ แต่เป็นเรือนข้าง ๆ ต่างหาก
“ล้วนเป็นเพราะบ่าวพวกนี้ทำงานไม่เอาไหน ทั้งยังหัวทึบ ถึงกับจำผิดว่าข้าต้องการซื้อเรือนหลังใด
“โทษพวกมันที่ตาไร้แวว ล่วงเกินท่านเข้าแล้ว”
อู่ฉี่หรงพูดพลางผลักเด็กหนุ่มที่นำทางเมื่อครู่ให้พุ่งออกไป แล้วดันไปตรงหน้าเย่ชิ่งซาน ก่อนกล่าวว่า “ยังไม่รีบขอขมาแม่ทัพใหญ่เย่อีกหรือ หากแม่ทัพใหญ่เย่ไม่ให้อภัยเจ้า วันนี้เจ้าก็จงคุกเข่าจนตายอยู่ตรงนี้ อย่าหวังว่าจะลุกขึ้นได้!”
