หลังจากเหวินเจิ้งไห่ได้สอบถามสถานการณ์จากผู้ใต้บังคับบัญชาจนพอเข้าใจแล้ว วันรุ่งขึ้นก็อดใจรอไม่ไหว ออกมายืนรายงานเรื่องในท้องพระโรงยามประชุมเช้า ทั้งยังจงใจกล่าวถึงเรื่องที่ผู้อาวุโสจ้านย้ายไปอยู่ยังที่นาแต่เนิ่น ๆ อย่างละเอียดเสียยกใหญ่
เขายืนอยู่กลางท้องพระโรง พูดจาอย่างออกรสออกชาติ สีหน้าภาคภูมิใจเสียจนหากไม่รู้เรื่อง คงนึกว่าเป็นตัวเขาเองที่ย้ายไปอยู่ในที่ดินของตระกูลเย่
ทีแรกฮ่องเต้ยังทรงฟังอย่างสนพระทัยอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าภายหลังกลับพบว่าในปากของเหวินเจิ้งไห่ไม่มีเรื่องใหม่อันใด ล้วนเป็นเรื่องที่รุ่ยชินอ๋องกราบทูลไปก่อนหน้านี้แล้ว จึงทรงโบกพระหัตถ์อย่างขุ่นพระทัย ส่งสัญญาณให้เขาหยุดพูด
เหวินเจิ้งไห่กำลังกล่าวอย่างออกรส อีกทั้งยังรู้สึกเลือนรางว่าขุนนางร่วมราชสำนักคนอื่น ๆ ต่างมองตนด้วยสายตาอิจฉา
แต่เหตุใดฮ่องเต้จึงมีท่าทีไม่สนพระทัย ทั้งยังขัดจังหวะไม่ให้เขาพูดต่ออีกเล่า?
เหวินเจิ้งไห่เผลอปรายตามองหวังเวยซึ่งยืนอยู่เยื้องด้านหลังฮ่องเต้ พลางคิดว่า มิใช่เจ้าบอกข้าหรือว่าฮ่องเต้รับสั่งให้คนเบื้องล่างใส่ใจเรื่องพืชผลของตระกูลเย่ในหมู่บ้านหรงซี?
หรือหวังเวยถ่ายทอดพระดำรัสผิดไป?
ไม่น่าเป็นไปได้! หวังเวยเป็นคนเก่าแก่ข้างพระวรกายฮ่องเต้แล้ว ไม่มีทางทำผิดเช่นนี้
หวังเวยหลุบตาลงต่ำ ไม่แม้แต่จะมองเขา ในใจยังคิดว่า เจ้าเป็นตัวอะไรถึงได้ออกมาพูดไร้สาระตั้งนาน ฮ่องเต้ทรงอดทนกับเจ้ามากพอแล้ว เพิ่งจะทรงขัดจังหวะเอาป่านนี้ ยังกล้ามองข้าอีกหรือ?
