ผ่านไปครู่ใหญ่ เย่เหล่าเอ้อร์จึงโผล่ศีรษะขึ้นมาจากแปลงนา
แต่ละวันเขาคลุกคลีอยู่ในแปลงนาเป็นเวลาส่วนใหญ่ บัดนี้ผิวคล้ำกว่าตอนต้นฤดูใบไม้ผลิมาก
เมื่อเห็นว่าเป็นชิงเทียน เย่เหล่าเอ้อร์ก็ฉีกยิ้ม เผยฟันขาวเรียงสวยเต็มปาก
“ชิงเทียน เหตุใดจู่ ๆ จึงกลับมาเล่า”
กล่าวจบ เขาจึงสังเกตเห็นว่าผู้อาวุโสจ้านกับคนอื่น ๆ ต่างคุกเข่ากันหมดแล้ว ถึงเพิ่งรู้ตัวว่ารุ่ยชินอ๋องอยู่ที่นี่ด้วย เขาจึงรีบคุกเข่าลงตามเพื่อคำนับ
“ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องมากพิธี” รุ่ยชินอ๋องกล่าวพลางพลิกตัวลงจากหลังม้า ก่อนอุ้มชิงเทียนลงมา แล้วจึงเหลือบมองแปลงนาของตระกูลเย่พินิจพิเคราะห์
“เติบโตงดงามจริง ไม่เสียแรงที่เปิ่นหวังกล่าวคำดี ๆ แทนเจ้าเบื้องพระพักตร์ฝ่าบาท”
คำพูดของรุ่ยชินอ๋องทำเอาเย่เหล่าเอ้อร์ที่เพิ่งลุกขึ้นถึงกับเซถลา
อะไรนะ? แม้แต่ฝ่าบาทก็ทรงทราบแล้วหรือ?
ยิ่งใกล้การเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง เย่เหล่าเอ้อร์ก็ยิ่งรู้สึกกดดัน
เริ่มจากผู้อาวุโสจ้าน ต่อมาจวนรุ่ยชินอ๋องก็ส่งคนมาอีกหลายคน
เพียงเท่านี้ก็ทำให้เขารู้สึกแล้วว่า หากตนชิงตำแหน่ง “ราชาพืชผล” แห่งเขตเมืองหลวงมาไม่ได้ คงผิดต่อคนเหล่านี้ที่คอยทำงานในนาเคียงข้างตนทุกวันเป็นแน่
บัดนี้แม้แต่ฝ่าบาทก็ทรงทราบแล้ว หากท้ายที่สุดยังชิงตำแหน่งมาไม่ได้จะทำเช่นไรเล่า?
ทว่าคนอื่น ๆ กลับมั่นใจเต็มเปี่ยม มีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่กังวล
โดยเฉพาะผู้อาวุโสจ้าน นับแต่ชราภาพจนไม่อาจเดินทางไปไหนมาไหนได้บ่อยครั้ง เขาก็ปักหลักอยู่รอบเมืองหลวงมาตลอด
