แม้กบฏส่วนใหญ่จะถูกปราบลงแล้ว ส่วนที่เหลือต่างก็ยอมจำนน ทว่าเย่ชิ่งซานกลับไม่ผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย
เขาแบ่งกำลังคนที่มีอยู่ในขณะนี้ออกเป็นสามกลุ่ม
กลุ่มหนึ่งให้อยู่จัดการพื้นที่ปะทะ ดูแลผู้บาดเจ็บ และควบคุมตัวกบฏที่ยอมจำนนไปส่ง
อีกกลุ่มลาดตระเวนตามเชิงเขาต่อไป ห้ามปล่อยผู้ต้องสงสัยคนใดหลุดรอดไปเด็ดขาด
ส่วนเขานำกำลังคนกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงจากที่นี่ เพื่อจัดการพวกกบฏที่อาจหลบหนีไปได้ตามเส้นทาง
แม้จะยังจับหัวหน้ากบฏไม่ได้ในยามนี้ แต่กองกำลังหลักของฝ่ายกบฏถูกกำจัดไปแล้ว ครานี้คงไม่ส่งผลกระทบต่อเมืองหลวงและวังหลวง
ทว่าเย่ชิ่งซานไม่มีทางคาดคิดว่า หลังฉินซงอิ้นกับรุ่ยชินอ๋องได้รับข่าวจากเขาและมีคำสั่งปิดประตูเมืองกับประตูวังทันที ภายในวังหลวงและตัวเมืองกลับเกิดเหตุแปรผันขึ้นอย่างฉับพลัน
ยามนี้ฮ่องเต้กำลังจัดงานเลี้ยงขุนนางทั้งหลายอยู่ในวัง ใครจะรู้ว่าจู่ ๆ ทหารองครักษ์กลุ่มหนึ่งจะก่อเหตุ ล้อมลานจัดงานเลี้ยงเสียจนแน่นขนัด
ขุนนางที่เข้าวังมาร่วมงานเลี้ยงล้วนไม่อาจพาผู้ติดตามมาด้วยได้ แม้แต่ขุนนางฝ่ายบู๊ก็ไม่อาจพกอาวุธ
ดังนั้นเมื่อทหารองครักษ์ซึ่งควรปกป้องพวกเขากลับหันคมอาวุธเข้าหา ทุกคนจึงต่างตกตะลึง
จนกระทั่งคมดาบจ่ออยู่ที่ลำคอ พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจว่ามีคนคิดก่อกบฏ หรือฮ่องเต้ต้องการจัดการพวกตนกันแน่
มีเพียงคนที่นั่งโต๊ะใกล้ฮ่องเต้ที่สุดเท่านั้นที่มองเห็นว่า ทหารองครักษ์รอบพระองค์ก็หันปลายดาบกลับเช่นกัน มีเพียงหวังเวยที่ยืนขวางอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้อย่างไม่คิดชีวิต
