ชิงเทียนหยุดอยู่หน้าประตู ไม่ได้เข้าไป
แม้ในใจนางจะรู้อยู่เสมอว่ารุ่ยชินอ๋องกับท่านแม่ทัพหญิงหยุนรักและเอ็นดูนางยิ่งนัก อีกทั้งคนอื่นก็พูดเช่นนั้น
แต่บางทีอาจเป็นเพราะการอบรมเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมที่รุ่ยชินอ๋องกับท่านแม่ทัพหญิงหยุนเติบโตมา ท่าทีที่พวกเขามีต่อลูกจึงไม่ตรงไปตรงมาเท่าพี่ใหญ่เย่กับอาสะใภ้ใหญ่เย่
ยิ่งไปกว่านั้น ในจวนอ๋องมีบ่าวไพร่มากมาย แทบกล่าวได้ว่ามีอยู่ทุกหนแห่ง
ชิงเทียนรู้สึกว่าตนแทบไม่มีเวลาอยู่กับบิดามารดาแท้ ๆ ตามลำพังเลย
รุ่ยชินอ๋องกับท่านแม่ทัพหญิงหยุนคุ้นชินกับชีวิตเช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก พวกเขามองบ่าวไพร่เหล่านั้นราวกับไม่มีตัวตนไปนานแล้ว
แต่จนถึงบัดนี้ชิงเทียนก็ยังปรับตัวกับเรื่องนี้ไม่ได้
สิ่งเดียวที่นางทำได้มีเพียงยอมรับปี้รุ่ย และปฏิเสธบ่าวไพร่คนอื่น ๆ เพิ่มเติม
ทว่าถ้อยคำไม่กี่ประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่จากด้านนอก ซึ่งพระชายารุ่ยชินอ๋องพูดกับฮูหยินฉิน แม้จะมีบางส่วนที่นางไม่ค่อยเข้าใจ แต่กลับทำให้นางสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่พระชายารุ่ยชินอ๋องมีต่อนางมากขึ้น
เมื่อนึกถึงตรงนี้ หัวใจชิงเทียนก็พลันอบอุ่นขึ้นมา
ขณะนั้นมีบ่าวคนหนึ่งเห็นนางกลับมาแล้ว
“องค์หญิง ไฉนจึงยืนอยู่ตรงนี้ตามลำพังเล่า? เหตุใดไม่มีบ่าวติดตามมาด้วย?”
คนทั้งสองในห้องได้ยินเสียง จึงหยุดสนทนาแล้วลุกขึ้นพร้อมกัน เดินออกมาข้างนอก
“ชิงเทียน กลับมาคนเดียวหรือ?” พระชายารุ่ยชินอ๋องถามอย่างประหลาดใจ
ฮูหยินฉินยิ่งโกรธขึ้นมาทันที “เฮ่อเซวียนไปไหนแล้ว? ปล่อยให้เจ้ากลับมาตามลำพังได้อย่างไรกัน
“แม้ในจวนจะไม่มีคนร้ายก็จริง แต่หากหกล้ม หรือกระแทกชนจนบาดเจ็บขึ้นมาจะทำเช่นไร?”
ชิงเทียนรีบช่วยอธิบาย “อาจารย์รั้งพี่ฉินไว้คุยธุระ พี่ฉินให้ข้ารออยู่หน้าประตู แต่ข้าง่วงนิดหน่อย จึงกลับมาก่อนเอง
“ข้ากลัวว่าพี่ฉินออกมาแล้วจะหาข้าไม่พบ เลยให้ปี้รุ่ยรออยู่หน้าห้องหนังสือ”
เมื่อได้ฟัง พระชายารุ่ยชินอ๋องกับฮูหยินฉินต่างก็ทั้งขำทั้งจนใจ ที่แท้เรื่องทั้งหมดก็เป็นฝีมือของเด็กน้อยคนนี้เอง
เห็นชิงเทียนง่วงจนแทบลืมตาไม่ขึ้น พระชายารุ่ยชินอ๋องจึงพานางไปนอนกลางวันที่ห้องด้านในก่อน
