วันที่ 8 เดือนสิบ นอกด่าน
เชิงภูเขาฉางไป๋ปกคลุมด้วยหิมะหนาหนัก
กองคาราวานม้ากว่าสามสิบคนกำลังเดินทางฝ่าหิมะไปตามเส้นทางบนภูเขา
“หัวหน้าเย่ หิมะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ พวกเราหาที่หลบสักแห่งก่อนเถิด!”
“ละแวกนี้ไม่มีหมู่บ้าน แล้วจะไปหลบหิมะที่ใดได้!” เย่ชางเสวี่ยขมวดคิ้วเมื่อได้ยิน
แต่ก่อนบริเวณด้านหน้ามีหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่ง แม้จะมีเพียงสามสี่ครัวเรือน แต่ทุกปีก็ยังเป็นที่ให้ขบวนพักเท้าและกินอาหารได้
ใครจะรู้ว่าปีนี้เมื่อมาถึงกลับพบว่าหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านหายไป เหลือเพียงเนินดิน คงถูกดินโคลนถล่มฝังกลบไปทั้งหมู่บ้าน
เรื่องนี้ทำให้เย่ชางเสวี่ยกับคนเก่าแก่ในขบวนต่างรู้สึกหดหู่
ไม่รู้ว่าชาวบ้านผู้เรียบง่ายและมีน้ำใจไม่กี่ครัวเรือนในหมู่บ้านนั้นจะหนีรอดหรือไม่
เมื่อหาหมู่บ้านพักแรมไม่พบ เดิมทีเย่ชางเสวี่ยตัดสินใจเร่งเดินทางข้ามคืน ตั้งใจไปพักที่เมืองถัดไปให้เร็วที่สุด
แต่หิมะเริ่มตกตั้งแต่ฟ้ามืด ยิ่งตกยิ่งหนัก ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
เย่ชางเสวี่ยชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของการหยุดพักอยู่กับที่และเดินทางต่ออยู่ในใจ สุดท้ายก็กัดฟันกล่าวว่า “หยุดพักตรงนี้อันตรายเกินไป ทุกคนอดทนกันอีกหน่อย พรุ่งนี้พอถึงเมืองแล้ว ข้าจะให้ทุกคนพักเพิ่มอีกวัน ไปแช่น้ำอุ่นให้สบาย คลายความเหนื่อยล้า ดีหรือไม่?”
คนในขบวนเดิมทีก็เหนื่อยล้ากันมากแล้ว พอได้ยินคำพูดของเย่ชางเสวี่ย ต่างก็ฝืนรวบรวมเรี่ยวแรงขึ้นมาอีกครั้ง
