เหวินเจิ้งไห่ได้พบรุ่ยชินอ๋องกับชิงเทียนอย่างยากลำบาก จึงไม่ทันคิดให้มากความ รีบก้าวเข้าไปคุกเข่าคารวะ
“ข้าน้อยเหวินเจิ้งไห่ คารวะรุ่ยชินอ๋อง คารวะองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ”
อะไรนะ? องค์หญิงหรือ?
ยายเย่ที่กำลังอุ้มชิงเทียนถึงกับตกตะลึง
นางก้มหน้าถามว่า “หนูน้อยที่รัก คนผู้นี้เรียกเจ้าว่าองค์หญิงหรือ?”
ชิงเทียนพยักหน้า “ใช่แล้ว ท่านย่า เสด็จลุงทรงมีพระราชโองการแต่งตั้งข้าเป็นองค์หญิงแล้ว!”
ยายเย่รู้ว่าชิงเทียนไม่เคยพูดปด เมื่อได้ยินเช่นนั้น สมองของนางพลันอื้ออึงไปชั่วขณะ
ถึงนางจะไม่เข้าใจเรื่องในราชสำนัก แต่ปกติก็เคยฟังงิ้วฟังเพลงมาบ้าง
นางจำได้ว่า ธิดาของฮ่องเต้เท่านั้นที่เป็นองค์หญิงมิใช่หรือ?
เหตุใดธิดาของชินอ๋องจึงเป็นองค์หญิงได้ด้วยเล่า?
เช่นนั้นยามนี้นางควรทำเช่นไร?
ควรเรียนรู้การคำนับด้วยหรือไม่?
ต่อไปนางจะอุ้มชิงเทียนตามใจชอบไม่ได้แล้วหรือ?
เพียงชั่วพริบตา ความคิดมากมายก็ผุดขึ้นในหัวของยายเย่
นางคลายมือที่โอบชิงเทียน แล้วเลียนแบบเหวินเจิ้งไห่ คุกเข่าลงโขกศีรษะ “ราษฎรหญิงคารวะรุ่ยชินอ๋อง คารวะองค์หญิงเพคะ”
ใครจะรู้ว่าพอเป็นเช่นนี้ ชิงเทียนกลับไม่ยอมเสียแล้ว
“ท่านย่า ข้าไม่ใช่องค์หญิงอะไรทั้งนั้น ข้าคือชิงเทียนต่างหาก!” ชิงเทียนโผเข้าไปกอดยายเย่ เงยหน้ามองรุ่ยชินอ๋องด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา “เสด็จพ่อ เหตุใดพอข้าเป็นองค์หญิงแล้ว ท่านย่าต้องคุกเข่าโขกศีรษะให้ข้า ต่อไปยังอุ้มข้าไม่ได้อีกหรือ?”
