ยามมู่เจิงมาถึง เขาซื้อวัตถุดิบชั้นดีมาไม่น้อย
ฝีมือทำอาหารของอาสะใภ้ใหญ่เย่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
มื้อนั้นเจ้าบ้านและแขกต่างอิ่มหนำสำราญ มีเพียงผู้อาวุโสเฉินที่ดูใจลอยอยู่บ้าง
หลังทุกคนกินอิ่มดื่มหนำ มู่เจิงก็ให้ผู้ติดตามไปพักที่บ้านหวังกว่างผิง ส่วนตนเตรียมพักค้างคืนในห้องตะวันตกกับผู้อาวุโสเฉิน
ใครจะรู้ว่าคืนนั้นกลับนอนลำบากแสนเข็ญ
วันนี้สือเหลยกับเมิ่งอวี้ขึ้นเขาไปช่วยลากกวางดาว ทั้งคู่เหน็ดเหนื่อยไม่น้อย พอกินอิ่มดื่มหนำแล้วล้มตัวลงนอน ก็หลับสนิททันที
โดยเฉพาะเมิ่งอวี้ เสียงกรนดังสนั่นราวกับฟ้าร้อง
มู่เจิงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ประสาทสัมผัสทั้งห้าย่อมเฉียบคม
ยิ่งกว่านั้น เมื่อมาอยู่ในสถานที่แปลกหน้า สัญชาตญาณของร่างกายย่อมทำให้เขาระแวดระวังเป็นพิเศษ
ตอนแรกเขาคิดว่าสือเหลยเป็นคนกรน แต่พอตั้งใจฟังกลับพบว่าเป็นเมิ่งอวี้ นับว่าคนเราดูแต่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้จริง ๆ
หากมีเพียงเสียงกรนก็ยังพอทนได้ แต่ผู้อาวุโสเฉินที่นอนอยู่อีกด้านกลับหลับไม่สนิทเช่นกัน คอยพลิกตัวไปมาเป็นระยะ
มู่เจิงเพิ่งเคลิ้มหลับได้ไม่นาน ก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาทันที
เขาอดนึกเสียใจไม่ได้ว่า สู้ไปพักที่บ้านผู้ใหญ่บ้านพร้อมกับผู้ติดตามยังจะดีกว่า
แม้ผู้ติดตามเหล่านั้นจะไม่ค่อยรักษาความสะอาด ภายในห้องคงมีกลิ่นเท้าเหม็นคลุ้ง ทว่าอย่างน้อยก็ยังนอนหลับได้
วันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสาง มู่เจิงได้ยินเสียงเคลื่อนไหวในลาน จึงลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ
พอออกไปดูก็เอ่ยถามเสียงเบาด้วยความประหลาดใจว่า “พี่ใหญ่เย่ เหตุใดท่านจึงตื่นเช้าปานนี้?”
“เกรงว่าพวกท่านจะรีบออกเดินทาง ข้าจึงลุกมาก่อไฟในครัวไว้ก่อน อีกสักครู่จะได้ทำอาหารเช้าให้กิน” เย่เหล่าต้าอุ้มฟืนเดินเข้าครัว
มู่เจิงเดินตามเข้าไปด้วย
“เหตุใดท่านจึงตื่นเช้าปานนี้ คิดจะจากไปเงียบ ๆ โดยไม่บอกกล่าวกันหรือ?”
“อย่าได้พูดถึงเลย เมื่อคืนเมิ่งอวี้กรนตลอดทั้งคืน ข้าแทบไม่ได้นอน”
แม้เมื่อก่อนยามออกไปปฏิบัติภารกิจ การอดนอนสองสามวันจะเป็นเรื่องปกติ แต่การมีเวลานอนแล้วกลับนอนไม่ได้ก็ทำให้มู่เจิงรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้าง
ขณะพูด มู่เจิงก็อดหาวออกมาไม่ได้
