หลังจากชิงเทียนแยกจากพระชายารุ่ยชินอ๋อง นางก็รู้ว่าตนยังเด็กเกินไป ไม่มีทางวิ่งหนีชายฉกรรจ์สองคนนั้นได้
ยิ่งกว่านั้น หากพวกมันจับนางได้เมื่อใด ก็จะตามหาพระชายารุ่ยชินอ๋องในบริเวณนี้ทันที
ดังนั้นหลังจากวิ่งออกมา นางจึงรีบสังเกตทิศทางอย่างรวดเร็ว ก่อนมุ่งหน้าไปยังหน้าผาที่เห็นตอนขามา
ชิงเทียนวิ่งไปพลาง กังวลไปพลางว่าตนจะวิ่งช้าเกินไป
หากยังไปไม่ถึงที่หมายแล้วถูกคนร้ายตามทัน ทุกสิ่งที่ทำมาก็สูญเปล่า
ในที่สุดนางก็มาถึงริมหน้าผา ทว่าขาอ่อนจนเกือบพลัดตกลงไป ใบหน้าและมือถลอกเป็นแผล
ชิงเทียนไม่สนใจความเจ็บปวด เริ่มร้องไห้ตะโกนลงไปยังหุบผา “ท่านแม่—ท่านแม่—”
ตอนแรกนางแสร้งร้องไห้ แต่เมื่อคิดว่าตนไม่รู้ว่าจะยังมีโอกาสได้พบหน้าบิดามารดาอีกหรือไม่ น้ำตาก็หลั่งออกมาจากใจจริง
ชายสองคนที่ไล่ตามมาถูกเสียงร้องไห้ของชิงเทียนดึงดูดเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นชิงเทียนฟุบอยู่ริมหน้าผา ร้องไห้ราวกับใจสลาย คนสวมหน้ากากคนหนึ่งก็ถือคบเพลิงเดินเข้าไปตรวจดู และพบว่าริมผามีร่องรอยลื่นไถลอย่างยุ่งเหยิงจริง
ทั้งสองสบตากัน คนหนึ่งถามชิงเทียนด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “อย่าร้องไห้แล้ว แม่เจ้าอยู่ที่ใด?”
ชิงเทียนตกใจจนขดตัวเป็นก้อน ไม่กล้าร้องไห้แต่ก็ยังสะอื้นกลั้นไว้ไม่อยู่
นางชี้ลงไปด้านล่างหน้าผาอย่างตะกุกตะกัก “ท่านแม่...ท่านแม่ตกลงไปแล้ว ฮือ...แง...”
ตอนแรกชิงเทียนพยายามอดกลั้น แต่ไม่นานก็กลั้นไม่ไหว ร้องไห้เสียงดังต่อไป
ทั้งสองเห็นท่าทางร้องไห้ของชิงเทียนดูไม่เหมือนแสร้งทำ บนตัวนางยังเปื้อนดินและมีรอยถลอกอยู่ไม่น้อย
คนหนึ่งกล่าวว่า “หน้าผานี้สูงมาก หากตกลงไปจริง ๆ คงรอดยาก”
“พานางกลับไปก่อนค่อยว่ากัน มีคนหนึ่งย่อมดีกว่าไม่เหลือใครเลย”
อีกคนไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อยามนี้เหลือเพียงชิงเทียนเป็นตัวประกันคนเดียว จึงทำได้เพียงพยักหน้าตกลง
ก่อนถูกทั้งสองอุ้มตัวไป ชิงเทียนแอบซ่อนนาฬิกาพกไว้ใต้ก้อนหินริมผา หวังว่าผู้ที่มาตามหานางจะพบเข้า
พระชายารุ่ยชินอ๋องซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ มองแสงคบเพลิงที่เคลื่อนใกล้เข้ามาแล้วห่างออกไปอีกครั้ง น้ำตานองหน้า ทว่ายังต้องใช้มือปิดปากตนเองแน่น ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย
