เมื่อเห็นฮองเฮาทอดพระเนตรมาทางตนด้วยแววพระเนตรฉงนสงสัยปนซักถาม องค์หญิงใหญ่ก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วตรัสว่า “ฟังแล้วชวนให้เป็นห่วงยิ่งนัก หวังว่าชิงเทียนจะไม่เป็นอะไรร้ายแรง ขอให้อาการดีขึ้นโดยเร็ว
“องค์ชายเจ็ดรักบุตรีถึงเพียงนั้น ยามนี้คงร้อนใจอยากกลับไปแล้วกระมัง?”
ฮองเฮาทรงฟังออกว่าองค์หญิงใหญ่กำลังหยั่งเชิง จึงแย้มพระสรวลตรัสว่า “ปกติองค์ชายเจ็ดเกียจคร้านที่สุด วันนี้มีคนจากราชสำนักชั้นหน้ามากมายเช่นนี้ ฝ่าบาทจะทรงปล่อยให้เขากลับไปได้อย่างไร ย่อมต้องรั้งตัวไว้ช่วยงานที่ราชสำนักชั้นหน้า!”
เมื่อได้ยินว่ารุ่ยชินอ๋องยังอยู่ในวัง มีเพียงพระชายารุ่ยชินอ๋องกับชิงเทียนที่ออกจากวังกลับบ้านไปแล้ว องค์หญิงใหญ่ก็พลันคลายใจ
ดีแล้ว ขอเพียงจัดการเรื่องทางวังให้เรียบร้อย สองแม่ลูกคู่นั้นย่อมก่อคลื่นลมอันใดขึ้นมาไม่ได้
องค์หญิงใหญ่จึงตั้งสติได้อีกครั้ง อาศัยฐานะผู้อาวุโสประทับอยู่เคียงข้างฮองเฮา รับการคำนับจากแขกเหรื่อที่เข้าวังต่อไป
อีกด้านหนึ่ง เย่ชิ่งซานนำทหารมาซุ่มเฝ้าอยู่เชิงเขาเกือบครึ่งเดือนแล้ว
ทุกคนเบื่อจนแทบจะเฉาตายกันหมด
เย่เหล่าซื่อคาบก้านหญ้า นั่งยอง ๆ ใต้ต้นไม้เหม่อลอย ในใจมีแต่แม่นางโจว
แม้ทั้งสองยังมิได้หมั้นหมายกันอย่างเป็นทางการ ตามธรรมเนียมแล้วไม่ควรพบหน้า
แต่เรื่องแต่งงานได้เปิดเผยต่อหน้าผู้ใหญ่ของทั้งสองตระกูลแล้ว คนในบ้านต่างเห็นชอบ เพียงยังมิได้จัดพิธีเท่านั้น
ดังนั้นทุกวันที่หนึ่งและสิบห้าของเดือน แม่นางโจวจึงหาเวลาแวะไปนั่งที่ร้านเกี๊ยวโหยวจี้
