อาจารย์เว่ยยื่นมือช่วยแก้ปัญหาเรื่องการศึกษาให้เด็กทั้งห้าคนของตระกูลเย่
บรรยากาศการเล่าเรียนในสำนักศึกษาฉงเหวินเข้มข้นยิ่งนัก อีกทั้งนักเรียนจำนวนไม่น้อยก็มาจากครอบครัวยากจน
ที่นี่ทุกคนล้วนมุ่งมั่นกับการศึกษา เย่ชางรุ่ยมาอยู่ที่นี่แล้วราวกับปลาได้น้ำ
เด็กอีกสี่คนพลอยได้รับอิทธิพลจากบรรยากาศการเรียนอันเข้มข้น ท่าทีต่อการอ่านหนังสือจึงจริงจังขึ้นมาก
ส่วนเย่ชิ่งซานก็จัดเตรียมกำลังพลพร้อมออกเดินทางแล้ว มุ่งหน้าสู่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือโดยตรง
ใกล้จะเข้าช่วงเดือนสิบสองแล้ว การเดินทางครานี้ เขาย่อมกลับมาไม่ทันฉลองปีใหม่เป็นแน่
ดังนั้นคนตระกูลเย่จึงพากันมาส่งเขาที่ประตูเมือง
ยายเย่กล่าวกำชับว่า “ชิ่งซาน ระหว่างทางจงดูแลตัวเองให้ดี ไม่ต้องเป็นห่วงทางบ้าน
“พอถึงวันปีใหม่ ก็ให้ภรรยาพาเด็ก ๆ มาฉลองที่บ้านเรา ทุกคนในครอบครัวก็ควรอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่!”
รุ่ยชินอ๋องกับพระชายารุ่ยชินอ๋องที่มาส่งชิงเทียนได้ยินดังนั้นก็สบตากัน ต่างฝ่ายต่างไม่เอ่ยวาจา ทว่าล้วนสัมผัสได้ถึงความกังวลในใจของอีกฝ่าย
ใกล้จะเข้าสู่เดือนสิบสองแล้ว แต่สามีภรรยาทั้งคู่ไม่มีใครกล้าถามชิงเทียนว่าเตรียมจะฉลองปีใหม่ที่ใด
ไม่ถาม อย่างน้อยก็ยังพอมีความหวังให้เฝ้ารอ
หากเอ่ยถามออกไปแล้วได้คำตอบที่ไม่อยากเผชิญหน้า เช่นนั้นก็หมดหวังโดยสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น ในวันพระราชพิธีแต่งตั้ง ชิงเทียนยังลอบไปขอพระกรุณาจากฮ่องเต้เป็นการส่วนตัว
แต่จนถึงบัดนี้สามีภรรยาทั้งคู่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นเรื่องใด
พระชายารุ่ยชินอ๋องลองหยั่งเชิงชิงเทียนแล้วกลับไม่ได้ข่าวคราวแม้แต่น้อย
รุ่ยชินอ๋องจึงต้องเข้าวังไปถามฮ่องเต้ด้วยตนเอง
ใครจะรู้ว่าฮ่องเต้จับมือเป็นพวกเดียวกับชิงเทียนไปนานแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมบอกเขา
ทั้งยังตรัสว่า รอไปอีกหน่อยแล้วเขาจะรู้เอง
เรื่องนี้กลับทำให้รุ่ยชินอ๋องยิ่งใคร่รู้ เริ่มสังเกตทุกอิริยาบถของชิงเทียนอย่างละเอียด
แต่ทุกวันชิงเทียนไปอ่านหนังสือที่จวนฉินในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายก็นาน ๆ ครั้งจะไปหาแม่นางลวี่ที่สำนักศึกษาหญิง ชีวิตประจำวันไม่ต่างจากแต่ก่อนแม้แต่น้อย
ข้อสงสัยนี้จึงวนเวียนอยู่ในใจรุ่ยชินอ๋องไม่รู้จบ
