เจ้าสำนักศึกษาคุกเข่าอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดเผือด
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า พี่น้องตระกูลเย่ทั้งห้าที่มาเล่าเรียนในสำนักศึกษา จะเป็นครอบครัวที่รับองค์หญิงมาเลี้ยงดังที่เล่าลือกัน
คนตระกูลเย่ถ่อมตนเกินไปแล้วกระมัง?
หากพวกเขาเอ่ยสักคำว่าตนเกี่ยวข้องกับองค์หญิง สำนักศึกษาก็คงไม่ปล่อยให้เด็กคนอื่นรังแกพวกเขาถึงเพียงนี้
เขาอยากเอ่ยปากอธิบายอะไรสักอย่าง แต่พออ้าปากอยู่หลายครั้งกลับไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดี
“ทุกคนลุกขึ้นเถิด!”
ชิงเทียนเพิ่งออกจากวังหลวง เมื่อได้รับข่าวก็ตรงดิ่งมายังสำนักศึกษา ดังนั้นนางจึงยังสวมชุดพิธีเต็มยศสำหรับพิธีแต่งตั้ง ดูสูงศักดิ์เกินบรรยาย
โดยเฉพาะใบหน้าของนางที่ยิ่งนานวันยิ่งคล้ายพระชายารุ่ยชินอ๋อง ต่อให้เป็นใครเห็นเข้าก็ยากจะฝืนใจกล่าวว่านางไม่ใช่บุตรของรุ่ยชินอ๋องกับพระชายา
หลังจากทุกคนลุกขึ้นแล้ว พวกเขามองชิงเทียนตัวน้อย ก่อนจะเริ่มครุ่นคิดหาถ้อยคำแก้ตัว หวังกลบเกลื่อนเรื่องนี้ให้ผ่านไปโดยเร็ว
สตรีที่ผลักเย่ชางรุ่ยเมื่อครู่เป็นคนเอ่ยขึ้นก่อนว่า “องค์หญิง เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นเพียงความเข้าใจผิดเพคะ
“เด็กวัยเดียวกันกับพวกเขาล้วนซุกซนและชอบเคลื่อนไหว ย่อมมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดาเพคะ
“แม้พี่น้องตระกูลเย่ทั้งห้าจะเป็นฝ่ายลงมือก่อน แต่บุตรหลานของพวกเราก็บาดเจ็บไม่หนัก พวกเราจะไม่เอาความเพคะ
“ทุกคนเล่าเรียนอยู่ในสำนักศึกษาเดียวกัน บางทีเรื่องนี้อาจทำให้รู้จักกันก็ได้ ต่อไปอาจกลายเป็นสหายที่ดีต่อกันเพคะ”
นางยังพูดไม่ทันจบ บิดามารดาของเด็กคนอื่น ๆ ก็พากันพยักหน้ารัว
เดิมทีเป็นบุตรหลานของพวกเขาที่กีดกันและรังแกผู้อื่น แต่พอออกจากปากนางกลับกลายเป็นว่าพวกเขาใจกว้าง ไม่คิดถือสาเสียอย่างนั้น
เย่ชางเหนียนทนฟังเป็นคนแรก เขากระโดดเหยง ๆ พลางตะโกนว่า “ข้าไม่อยากเป็นสหายกับเด็กนิสัยไม่ดีพวกนี้!”
สีหน้าของสตรีสูงศักดิ์บิดเบี้ยวไปชั่วขณะเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่เมื่อเห็นแก่หน้าองค์หญิงชิงเทียน นางก็ฝืนสะกดอารมณ์ลงไป
ชิงเทียนมองออกตั้งแต่แรกว่านางพูดไม่ตรงกับใจ ใบหน้าน้อย ๆ จึงเคร่งขรึมขึ้น
