ชิงเทียนเห็นว่าพระชายารุ่ยชินอ๋องกล่าวมีเหตุผล ทว่าช่วงนี้เงินค่าขนมของนางมีไม่มากนัก
เงินที่เก็บสะสมไว้ก่อนหน้านี้ นางนำไปซื้อของขวัญให้ผู้อาวุโสเฉินกับอาสะใภ้ใหญ่เย่จนหมดแล้ว
ระยะนี้ก็ไม่ใช่เทศกาลปีใหม่หรือเทศกาลใด จึงไม่มีรายรับเข้ามา
ก่อนออกมา ชิงเทียนยังตั้งใจตกลงกับฉินเฮ่อเซวียนไว้แล้วว่า หากเงินของนางไม่พอ ก็ให้ยืมจากเขามาใช้ก่อน
ยามนี้เมื่อเห็นรองเท้าสองคู่ในมือพระชายารุ่ยชินอ๋อง แววตาชิงเทียนก็เต็มไปด้วยความปรารถนา ทว่ายังคงถามอย่างระมัดระวังเป็นอันดับแรกว่า “รองเท้าสองคู่นี้ราคาเท่าไรหรือเจ้าคะ?”
พระชายารุ่ยชินอ๋องเองก็ไม่รู้ว่าควรเรียกราคาเท่าไร จึงเผลอมองไปทางฉินเฮ่อเซวียน
ฉินเฮ่อเซวียนยกมือขึ้นชูสองนิ้วให้นางทันที เป็นสัญญาณให้บอกราคายี่สิบตำลึง
แต่หลังได้รับสัญญาณ พระชายารุ่ยชินอ๋องกลับกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “สองตำลึงเงิน”
ชิงเทียนได้ยินแล้วก็มองนางอย่างเคลือบแคลง
ถูกถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
แม้นางไม่รู้ราคารองเท้าฝ้าย แต่เย่เหล่าต้าออกล่าสัตว์อยู่บ่อยครั้ง ชิงเทียนจึงรู้ราคาหนังสัตว์เป็นอย่างดี
รองเท้าบูตคู่นี้ใช้หนังหมี ซึ่งหนาอุ่นเป็นพิเศษ
เงินสองตำลึงยังซื้อหนังผืนนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการนำไปตัดเย็บเป็นรองเท้าบูตอันประณีตเช่นนี้
พระชายารุ่ยชินอ๋องรู้สึกว่าตนพูดผิด จึงรีบแก้ว่า “รองเท้าฝ้ายสองตำลึงเงิน รองเท้าบูตหนังห้าตำลึงเงิน
“รองเท้าคู่นี้แม้ดูใหม่ แต่แท้จริงแล้วเป็นของที่ท่านอ๋องเคยสวมใส่ รองเท้ามือสองย่อมขายแพงเท่าของใหม่ไม่ได้”
